laos

ความเดิมตอนที่แล้ว หลวงพระบางที่หว่างขา หล่นไปหน้าไหนแล้วไม่รู้ นานมาก

หลังจากหายหน้าหายตาไปอยู่กินกับชาวพม่าที่ตอนนี้โดนนาร์กีสถล่ม (ทำไมเป็นคนพม่าแม่งซวยตลอดเวลา???) ตอนนี้กลับมาเป็นคนว่างงานอีกครั้ง สาเหตุที่ลาออกจากงานคืออยากอัพบล็อก ฮ่าๆๆ

เห็นปกหลังไบโอเล่มนี้ สะบายดีหลวงพะบาง โอ้ว ใจเต้นขึ้นมาทันที หนังดีไม่ดียังไม่รู้แต่ถึงกับรอดูกันเลยทีเดียว อยากเห็นหลวงพระบางบนแผ่นฟิล์ม หลังจากผ่านสายตาและสองตีนมาแล้ว...และหลงรัก

...ศรรักปักตีนเพราะเธอชื่อหลวงพระบาง...

ความเดิมตอนที่แล้ว เกริ่นไปเกริ่นมายังไม่ถึงหมอชิตซักที คราวนี้รวบรัดตัดตอน หลังจากนั่งตื่นเต้นอยู่หมอชิต ตื่นมาอีกทีเจ็ดโมงเช้า อ้าว เชียงของซะละ แต่จะผ่านเชียงของไปเฉยๆได้อย่างไร ในเมื่อสถานที่นี้มีความทรงจำมากมาย

แฟลชแบ็คกลับไปตอนปี 4

วันเกิดปีที่ 21 ของชีวิต แทนที่จะพบตัวเองอยู่ในผับกับเพื่อนหรือนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้าน ข้าพเจ้ากลับพบตัวเองนอนอยู่ในหมู่บ้านสองพี่น้อง - บ้านชาวมูเซอที่อ.เชียงของ (คือก่อนไปอยู่กินกับชาวพม่า ก็ผ่านการเป็นเมียชาวมูเซอมาแล้ว) เป็นหมู่บ้านที่สวยจับจิต ภาพจำที่ยังติดตาคือน้องๆเด็กๆพาเดินขึ้นไปที่สูงในหมู่บ้าน มองลงมาเห็นนาข้าวเขียวสดตัดกับฉากหลังภูสูงสีน้ำเงินเข้ม ทุกอย่างพร่าเบลอเพราะฝนพรำ สวยเหมือนภาพเขียน Impressionism ที่คนวาดทำน้ำหกใส่ (ฟังดูไม่ค่อยสวยแล้วว่ะ) แต่มันสวยจริงๆ ติดตาตรึงใจ แล้วขาลงทุกคนก็เถลือกไถลไปตามขี้โคลนอย่างสนุกสนาน เพราะมันชันและโคตรลื่น เป็นการเซอร์เวย์ค่ายที่สนุกโคตรๆ อีกครั้งที่สนุกมากคือที่แม่แจ่ม เชียงใหม่ ครั้งนั้นโบกรถ  พี่คนขับดริฟท์ขึ้นดอยอินทนนท์เพราะรีบมาส่งที่อาเขตให้ทันรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ

กลับมาที่เชียงของ เออ มันจะไม่ไปถึงไหน เพราะมัวเถลือกไถลขึ้นดอยอินทนนท์อยู่นั่นแล

เชียงของเป็นเมืองเล็กน่ารักและโรแมนติกไม่แพ้ปาย ฝรั่งเยอะแต่ไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวคนไทย หลังจากเคยไปเดินให้ฝนตกใส่หัว หนึ่งปีผ่าน เราได้เจอกันอีกครา แต่ขอโทษ ครั้งนี้ฉันใช้เธอเป็นทางผ่าน... 

ลงจากรถทัวร์ หนาวจนสะดุ้งโหยง เพราะนึกขึ้นได้ว่าลืมหนังสือไว้บนรถทัวร์  "รัฐประหาร 19 กันยา : รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ซึ่งหนาแบบใช้ทุบหัวควายได้ และหนังสือเล่มนี้เองที่เป็นวิบากเวรไปตลอดการเดินทาง ซึ่งจะได้เล่าต่อไปในภายภาคหน้า (บินหลา สันกาลาคีรีก็เคยเขียนว่าอย่าเอาหนังสือหนาๆไปเดินทาง เสือกไม่เชื่อเค้า สมน้ำหน้า) ต้องเรียกพี่สามล้อไปดักหน้ารถทัวร์ เอาคืนมาได้สำเร็จ นั่งรถสามล้อไปท่าเรือ หนาวจนคางสั่นฟันกระทบกันเป็นจังหวะใกล้เคียงกับอัตราการเต้นของหัวใจ จะอธิบายความรู้สึกนั้นยังไง ลิงโลด ดีใจที่คิดไว้ วางแผน หาข้อมูล วาดฝัน แล้วก็เห็นมันเป็นจริงอยู่กับตา  

การเดินทางมันเป็น orgasm ชนิดหนึ่ง เราถอยห่างจากชีวิตประจำวัน ปล่อยวางความรับผิดชอบทั้งหมดที่มี ดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่เหมือนอยู่ในความฝัน เป็นแค่คนแปลกหน้าในดินแดนที่แปลกตา เป็นแค่นักเดินทาง อืมมม เป็นนิยามที่กระแดะจริงๆเลยกู

อย่างไรก็ดี, ในความเห็นส่วนตัว, ข้าพเจ้าชอบการเดินทางไม่น้อยกว่า orgasm เพียงแต่การเดินทางมันต้องใช้ตังค์เยอะอ่ะนะ ทำบ่อยๆไม่ได้

นั่งกินข้าวต้มร้อนๆ มีชาวญี่ปุ่นเดินมาถามหา Postal Service โดนเจ้าของร้านกับพี่สามล้อแถวนั้นช่วยกันด่า + สอนภาษาอังกฤษ "เค้าเรียกว่า Post Office พูด โปสตาลๆ ใครจะไปรู้จักกะมึง ไอ้ยุ่นนี่ภาษาอังกฤษแย่" ฮ่าๆๆ กูขำว่ะ สงสารญี่ปุ่นก็สงสาร แต่ตลกมากกว่า

ทำไมมันไปไม่ถึงไหนซักที เขียนตั้งนาน อยู่แค่ท่าเรือฝั่งเชียงของ ยังไม่ได้เหยียบแผ่นดินลาวเลย ว่าแล้วก็เหยียบซะ ข้ามเรือมาแล้ว แลกตังค์ที่ด่าน ล้านแรกในชีวิต และคำว่ากระเป๋าตุงก็ไม่ใช่คำเปรียบเปรยอีกต่อไป ห้าพันบาทไทย ตอนที่ไปอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 บาท/278 กีบ มีเงินประมาณล้านสี่ฟ่อนเบ้อเร่อ กระเป๋าห้อยคอเกือบรูดซิปไม่ได้ แหม่ รวยซะจริงๆ

ผ่านด่านแบบชิลๆ เป็นคนไทยมีพาสปอร์ตก็สบาย ได้วีซ่าที่ด่าน 30 วัน เห็นฝรั่งชุลมุนแล้วก็สะใจ เป็นไงล่ะมึง ใครใช้ให้เกิดเป็นฝรั่ง ฮ่าๆ ซึ่งฝรั่งจะหัวเราะทีหลังดังกว่าเวลาเราอยากไปบ้านมัน แต่ไม่เป็นไร ยกนี้เราชนะ

ยกหน้าว่ากันต่อ

 

ป.ล.เรื่องเดินช้ามาก เพราะคนเขียนชอบเถลไถล อาจยาวกว่าเพชรพระอุมา   

  

 

 

          

edit @ 12 May 2008 17:28:49 by IwalkTheLine