สืบเนื่องจากเอ็นทรี่ที่แล้ว ยังตกใจไม่หายเลยว่ะ 555

ส่วนอันนี้คืองานเขียนจริงๆ ของข้าพเจ้า งานที่ลงตีพิมพ์ในนิตยสารสุด Niche ที่พูดไปก็ไม่มีใครรู้จัก 555 ตอนนี้ออกมาเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ยังเขียนหนังสืออยู่ แต่ไม่ได้เป็นพนักงานประจำแล้วอ้ะ ใครมีงานให้ทำ ขอ! (ของานกันดื้อๆ อย่างนี้แหละวะ 555)

หนังมันอาจจะ Cliche และสูตรๆ ซ้ำๆ ไปบ้าง เพราะเขียนให้คนทั่วไปอ่านง่ะ จะไปเลือกหนังอาร์ตโคตรอาวองการ์ดแนวสุดขั้วที่มันสร้างแรงบันดาลใจให้เรา แต่คนอ่านเบลอ มึน งง แล้วเขียนมาด่าก็ไม่ไหวนะ เขียนคอลัมน์ในแม็กกาซีน (ที่ไม่ใช่แม็กกาซีนเฉพาะทาง) คือคำจำกัดความของพาณิชย์ศิลป์โดยแท้

10 หนัง สกช. (สร้างเสริมกำลังใจชีวิต)

These 10 will encourage you!

สมัยยังอยู่ชั้นประถม (ถ้าคุณอยู่ในเจเนอเรชั่นใกล้เคียงกับผู้เขียน) เราทุกคนต้องถูกบังคับให้เรียนวิชาที่มีชื่อย่อประหลาดๆ ราวกับคำใบ้ดาราในคอลัมน์บีบสิวของซ้อเจ็ด เช่น กพอ.ย่อมาจากการงานพื้นฐานอาชีพ สลน. (ย่อมาจากสร้างเสริมลักษณะนิสัย) หรือสปช. (ย่อมาจากสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) แต่จะมาสร้างเสริมนิสัยหรือประสบการณ์กันในนิตยสาร Videophile ก็คงจะไม่งาม เราเพียงแต่อยากจะนำเสนอหนังประเภทที่เราเชื่อว่ามันสามารถสกช. (ย่อมาจากสร้างเสริมกำลังใจชีวิต) เพราะเมื่อเดือนธันวาคมและการเฉลิมฉลองต่างๆ ผ่านพ้นไป ที่เหลืออยู่หลังปีใหม่ก็คือชีวิตที่ต้องลากจุดต่อไปข้างหน้า ช่วงเวลาสั้นๆ หลังความรื่นเริงอย่างสุดเหวี่ยง อาจทำให้เราได้กลับมาหยุดคิดและทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา หนังสือดีๆ สักเล่มหรือหนังดีๆ สักเรื่องอาจจุดไฟให้ชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อ และนี่คือ 10 หนังที่เราเชื่อว่าน่าดูหลังปีใหม่...เพื่อสร้างเสริมกำลังใจให้กับก้าวต่อไปของชีวิต

10.Talk To Her (Pedro Almodovar, 2002) แม้ไม่มีเธอ ชีวิตต้องเดินต่อไป

 

            นี่ไม่ใช่หนังจบสุข (Happy Ending) หนังสเปนเรื่องนี้จบเศร้า เศร้ากว่าที่คุณจะคาดคิดได้ แต่ในความเศร้านั้นยังมีความหวังอยู่ เปโดร อัลโมโดวาร์ เล่าเรื่องของ เบนิโญ่ บุรุษพยาบาลหนุ่มที่เฝ้าปรนนิบัติ อลิเซีย หญิงสาวที่เขาแอบรัก-เมื่อเธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา และเขาเป็นคนทำให้เธอตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล เพียงแต่เรื่องจริงนั้นไม่โรแมนติกเหมือนนิทาน เขารักเธอ, เขาดูแลเธออย่างดี, เขาทำให้เธอตื่นขึ้นมา แต่สุดท้ายโชคชะตากลับพาเธอไปเป็นของคนอื่น พล็อตเรื่องอาจจะมีลักษณะ Soap Opera และ Myth อยู่มาก แต่นั่นคือสไตล์ที่เป็นลายเซ็นของเจ้าป้าอัลโมโดวาร์ คุณอาจจะเสียน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้ แต่นั่นเป็นเพราะคุณรู้ดีว่าความรักอยู่รอบตัวเรา แม้เจ้าของความรักจะไม่อยู่ แต่ความรักของเธอหรือเขาจะทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป

 8-9.Before Sunrise & Before Sunset (Richard Linklater, 1995 & 2004) ทบทวนคืนวันและความฝันที่ผ่านเลย

 

            Before Sunrise คือหนังที่นักศึกษาและคนเริ่มทำงานทุกคนควรได้ดู Before Sunrise คือตำนานหนังอินดี้แห่งทศวรรษที่ 90 ผู้กำกับ ริชาร์ด ลิงเคเตอร์ ทำหนังด้วยนักแสดงเพียงสองคน เดินพูดกันทั้งเรื่องด้วยไดอะล็อกยาวเหยียด และมีฉากหลังเป็นเวียนนายามค่ำคืนที่สุดแสนจะโรแมนติก ว่าด้วยเรื่องของหนุ่มอเมริกันกับสาวยุโรปที่เจอกันบนรถไฟไปปารีส แต่ไปไม่ถึงปารีส เพราะดันกระโดดลงที่เวียนนาด้วยกันซะก่อน ทั้งสองคนใช้เวลาร่วมกันตลอดทั้งคืน เดินไปทั่วกรุงเวียนนา แลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับสังคม การเมือง ศาสนา เซ็กซ์ ชีวิต ปรัชญา ความรัก และความฝันถึงวันข้างหน้า ก่อนจะแยกจากกันในเช้าวันรุ่งขึ้น พร้อมคำสัญญาว่าอีก 6 เดือนจะมาพบกันที่เดิม ส่วน Before Sunset คือหนังที่คนวัยทำงานทุกคนควรจะได้ดู ตัวหนังเป็นภาคต่อของ Before Sunrise เล่าเรื่องอีก 9 ปีต่อมา ทั้งสองคนบังเอิญได้เจอกันในปารีส จากหนุ่มสาวนักศึกษากลายเป็นคนวัยทำงานอายุกลางสามสิบที่ต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง Before Sunset จึงเป็นคล้ายการรำลึกถึงอดีตอันอ่อนหวาน--ทบทวนคืนวันที่ผ่านมาในชีวิต รวมถึงความรักและความฝันในวัยเยาว์

 

7. Little Miss Sunshine (Jonathan Dayton and Valerie Faris, 2006) ขี้แพ้แล้วไง?

           หนังอินดี้อเมริกันสุดน่ารักเรื่องนี้ว่าด้วยครอบครัวจิตป่วง คุณพ่อเป็นวิทยากร How to ว่าด้วยบันได 9 ขั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คุณแม่ที่ใกล้เป็นบ้าเพราะต้องดูแลสมาชิกทุกคนในครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย พี่ชายเกย์ของเธอที่เพิ่งรอดตายจากการเชือดข้อมือสังเวยรักไม่สมหวัง, คุณปู่ตัวแสบที่ซื้ดโคเคนทั้งวันและพ่นคำหยาบไฟแลบ, ลูกชายคนโตที่อยู่ดีๆ ก็ไม่พูดกับใครจนกว่าจะสอบเข้าเป็นนักบินได้ และลูกสาวคนเล็กอ้วนตัวกลม ใส่แว่นตาหนาเตอะ แต่มีความฝันอยากเป็นนางงามเด็ก และทำให้ทั้งครอบครัวต้องเดินทางข้ามรัฐไปส่งเธอเข้าประกวด Little Miss Sunshine ด้วยรถโฟล์คกระป๋องที่ขับไปเสียไป แต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ทำให้พวกเขาได้ค้นพบคุณค่าของตัวเองและครอบครัว ที่แม้จะเป็นพวก “ขี้แพ้” แต่ก็มีความสุขและเชิดหน้าภูมิใจในตัวเองได้ หากมองโลกในแง่ร้าย นี่อาจจะเป็นแค่คำปลอบใจให้พวก Loser ทั้งหลาย แต่ถ้าคนหนึ่งคนสามารถยอมรับและมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองเป็น จะแพ้หรือชนะก็เป็นแค่เรื่องค่านิยมและมาตรฐานในการตัดสินของสังคมเท่านั้น ขี้แพ้แล้วไง (วะ)?   

6.My Bluberry Nights (Wong Kar-Wai, 2007) ความรักอยู่ที่เดิม   

  

            นี่คือหนังพูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับอินดี้ชาวฮ่องกงที่มีแฟนในเมืองไทยจำนวนมากอย่างคุณพี่หว่อง แฟนๆ ดั้งเดิมอาจจะแปลกใจที่หนังเรื่องนี้ของพี่ดูง่าย เข้าใจง่าย ซ้ำยังมีตอนจบแบบดูรู้เรื่อง ไม่ชวนงุนงงระคนสงสัยเหมือนที่ผ่านมา เส้นเรื่องของหนังนั้นบางเบาแต่แสนโรแมนติก ว่าด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินทางไปทั่วประเทศ เพราะต้องการลบเลือนบาดแผลจากความรักไม่สมหวัง แต่สุดท้ายก็พบว่าที่ที่เธอหันหลังให้ต่างหากที่มีคนที่รักเธอรออยู่ บางทีชีวิตก็เล่นตลกกับเราแบบนี้ เราเดินทางไกลแสนไกลเพื่อจะพบว่าความอบอุ่นแท้จริงแล้วอยู่ในสถานที่ที่เราเดินจากมา

 5.กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี, 2008) ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้

            กอด หนังไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในปีที่กำลังจะผ่านไป เห็นแค่หน้าหนังอาจจะคิดว่าเป็นหนังรักธรรมดาเรื่องหนึ่ง แต่หนังพูดในเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่านั้น นอกจากประเด็นการเมืองเข้มข้นที่แฝงอยู่ ตัวละครสามแขนอย่างชายหนุ่มชื่อขวานและหญิงนมโตชื่อนา ต่างก็เป็นแค่คนบกพร่องเว้าแหว่ง ผู้พยายามมองหาใครสักคนที่จะมาเข้าใจและมองลึกลงไปในตัวตน-ข้ามพ้นความประหลาดที่มองเห็นด้วยตา หรือว่าในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนต่างก็เว้าแหว่งบกพร่อง-ไม่มากก็น้อย-และเฝ้ามองหาใครสักคนเหมือนขวานกับนา อาจจะเหมือนที่อังตวน เดอ แซงเต็ก-ซูเปรี เขียนไว้ในวรรณกรรมอมตะอย่าง เจ้าชายน้อย “เราจะเห็นอะไรได้ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา” และ “กอด” ได้บอกกับเราว่าความงดงามบางประการของการมีชีวิตอยู่ก็คือ การได้พบกับคนที่มองเห็นเรา...ด้วยหัวใจ

 

4.Children of Heaven (Majid Miajidi, 1997) ได้ที่สาม...ชนะ

 

            หนังเด็กจากอิหร่านเรื่องนี้จรรโลงหัวใจคนดูให้อิ่มเอิบซาบซึ้งไปกับความต้องการในชีวิตแบบ “เด็ก” เมื่อพี่ชายนำรองเท้าคู่เดียวของน้องสาวไปซ่อม และบังเอิญทำมันหายระหว่างทาง ทั้งสองคนต้องช่วยกันปิดพ่อแม่ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าพ่อคงไม่มีเงินซื้อคู่ใหม่ให้เธอ สองพี่น้องต้องผลัดกันใส่รองเท้าที่เหลืออยู่คู่เดียว ทำให้พี่ชายต้องสมัครเข้าแข่งวิ่งที่มีรางวัลที่สามเป็นรองเท้า และแน่นอนเป้าหมายของเด็กชายคือที่สาม-ไม่ใช่ที่หนึ่ง แม้จะตั้งใจหรือก็ไม่ก็ตาม ผู้กำกับมาจิด มาจิดี ก็ทำให้คนดูได้ตระหนักว่าบางทีชีวิต-ก็อาจไม่ต้องการอะไรมากกว่ารองเท้าคู่เดียว และบางทีชีวิต-อาจไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งเสมอไป

3.Amelie (Jean-Pierre Jeunet, 2001) ยินดีต้อนรับสู่โลกสีลูกกวาด

 

            ผู้กำกับ ฌอง-ปิแอร์ เฌอเน่ต์ บรรจงเปลี่ยนเมืองปารีสให้กลายเป็นเมืองสีหวานในสายตาสาวช่างฝันอย่าง อาเมลี แม้ความจริงโลกจะเศร้าหมองโหดร้ายอย่างไร แต่โลกของอาเมลีนั้นสวยงามเสมอ เธอมีความสุขกับการเฝ้าสังเกตผู้คน และคอยให้ความช่วยเหลือใครต่อใครในแบบของเธอ กับสถานการณ์และโลกที่เป็นอยู่นี้ หากใช้วิธีคิดแบบอาเมลีก็คงจะทำให้ชีวิตรื่นรมย์ขึ้นไม่น้อย เมื่อโลกไม่เปลี่ยน เราอาจเป็นฝ่ายต้องเปลี่ยนสายตาที่มองโลก มิเช่นนั้น เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงแสนหดหู่ว่าแท้แล้วโลกนั้นเป็นสีเทา

2.Love Actually (Richard Curtis, 2003) Love Actually is All Around.

            นี่คือหนังเรื่องโปรดของใครหลายคน Love Actually ว่า ด้วยความรักและความสัมพันธ์ของผู้คนหลากหลายที่ต่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน อยู่และมีบทสรุปในวันคริสต์มาสร่วมกันตามสไตล์ของพล็อตหนังแบบหลายชีวิต Love Actually เปิดเผยให้เห็นด้านต่างๆ ของคำว่ารัก ซึ่งมีทั้งความหวานความขม ความสดใสความหม่นหมอง ความอบอุ่นความอ้างว้าง Love Actually จะทำให้ความรักทุกรูปแบบของคุณกลับมาสว่างไสวในความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมหนังรักเรื่องนี้ถึงประทับอยู่ในใจใครต่อใคร และเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรจะเปิดหนังเรื่องนี้ดูอีกครั้งแม้ว่าจะเคยดูไปแล้วก็ตาม      

1.The Motorcycle Diaries (Walter Salles, 2004) ซิ่งมอไซค์ไล่ความฝัน

 

            คงไม่มีใครไม่รู้จัก เช เกวารา ชายผู้ซึ่งมีใบหน้าปรากฏอยู่บนเสื้อยืดและบังโคลนรถบรรทุกทั่วโลก แต่นอกจากจะมีใบหน้าอยู่บนสองสิ่งข้างต้น นี่คือผู้ชายที่เคยพลิกโลกของชาวคิวบาให้เปลี่ยนองศาการหมุน นี่คือผู้ชายที่เคยเป็นศัตรูลำดับต้นของอเมริกาในยุคสงครามเย็น-จนซีไอเอต้องวางแผนสังหาร นี่คือผู้ชายที่เป็นคล้ายสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ และนี่คือผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวทั่วโลก The Motorcycle Diaries คือบทบันทึกชีวิตในวัยหนุ่มของเช เมื่อนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย เออร์เนสโต เกวารา ตัดสินใจเดินทางทั่วทวีปอเมริกาใต้กับเพื่อนหนุ่ม อัลเบอร์โต กรานาโด ด้วยรถมอเตอร์ไซค์คันเก่า ความยากจน การเอารัดเอาเปรียบ และความอยุติธรรมในสังคมที่เขาได้พบระหว่างการเดินทาง ได้เปลี่ยนชีวิตของชายหนุ่มไปตลอดกาล หนังเรื่องนี้อาจเป็นเพียงแค่โร้ด มูฟวี่ ธรรมดา แต่เรื่องราวเบื้องหลังนั้นมีพลังระดับสร้างแรงบันดาลใจมหาศาล The Motorcycle Diaries กระตุ้นให้คนหนุ่มสาวออกเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต, ยื่นมือออกไปสัมผัสกับผู้คนที่อยู่นอกโลกใบเดิมของเรา และตระหนักในหน้าที่หนึ่งอันสำคัญ เพราะหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงโลกนั้น...ยังคงเป็นภารกิจของคนหนุ่มสาวในทุกยุคสมัย

 

หมายเหตุ เพิ่งได้ดู The Motorcycle Diaries ก่อนปีใหม่ (เชยจัง) หนังยาว ยืดเยื้อ น่าเบื่อ ฉากไคลแม็กซ์ในองก์ 3 ก็จงใจ๊ จงใจไปป่ะคะ แต่ดูจบแล้วน้ำตาซึม และยังคงติดอยู่ในใจจนกระทั่งตอนนี้ ทั้งที่ตีมของหนังก็ cliche จังเลย   "มนุษย์กับอุดมคติในชีวิต" แต่อยากให้ Gen Y ผู้แสนสับสนทุกคนได้ดู...นะจ๊ะ มันอาจจะไม่มีคำตอบหรือแม้กระทั่งคำถามอยู่ในหนัง แต่มันทำให้เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า   

 

 

 

edit @ 25 Jan 2009 20:59:33 by IwalkTheLine

edit @ 25 Jan 2009 21:10:08 by IwalkTheLine

edit @ 25 Jan 2009 21:12:49 by IwalkTheLine

edit @ 25 Jan 2009 21:13:57 by IwalkTheLine

edit @ 25 Jan 2009 21:16:41 by IwalkTheLine

คนไทยชอบฟันแล้วทิ้ง...

คนไทยชอบเปิดบริสุทธิ์...

คนไทยชอบเป็นเจ้าของหญิงซิง...

คนไทยชอบกระทำชำเรา...

* ต้องบอกตรงนี้ก่อนเลยว่าพ่อไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศไทย รวมถึงประเทศลาวหรือเวียดนาม และตัวเราเองก็เป็นหนึ่งในพวกชอบฟันแล้วทิ้งเหมือนกัน ไม่ได้จะด่าใคร แค่อยากทบทวนและอยากให้ทุกคนมีสติกับการท่องเที่ยวนิดนึง เราถลุงตัวเอง เราอยากใช้ชีวิตให้คุ้ม ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีสิทธิ์ไปถลุงบ้านคนอื่น ใครเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร กรุณาแลกเปลี่ยน อ้อ ใครที่จะด่าว่าเจ้าของบล็อกแม่งมองโลกในแง่ร้าย ด่าเลย ไม่เจ็บเพราะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายจริง*

เห็นชะตากรรมของปายช่วงปีใหม่แล้วแสนอนาถใจ / ใครต่อใครกำลังจะไปเชียงคาน / ใน Facebook คนอัพรูปไปหลวงพระบางกันเยอะมากๆๆๆๆ รวมถึงเหล่าเซเลบริตี้ชาวไทยที่เห็นหลวงพระบางเป็นสถานที่สุด Kitsch ไปเสียแล้ว ไม่ใช่เจ้าของ ไม่ได้ีมีบรรพบุรุษฝ่ายไหนเป็นคนลาว แต่เห็นแล้วรู้สึกได้เลยว่าหวั่นใจ

ปาย...เป็นที่รู้จักในหมู่ฝรั่งพวกที่มีวัฒนธรรมแบบ Neo-Hippies มานานหลายสิบปี แล้วไอ้ตัว Neo-Hippies พวกนี้มันคือตัวอะไร มันคือฝรั่งอายุเลข 2 บางคนก็ 3 ต้นๆ เป็นคนร่วมเจเนอเรชั่นกับพวกเราน่ะแหละ แต่มีปรัชญาการใช้ชีวิตแบบ Hippie คือมันก็ไม่เชิงเป็น Hippie แบบในยุค 60's แต่ก็รับปรัชญาในการใช้ชีวิตมาจากหลักการกว้างๆ ของ Hippie สมัย Woodstcok นิยมค้นหาความหมายของชีวิตผ่านควันกัญชาและต้องมาหาแถวดินแดนตะวันออกด้วยนะ ไอ้เวร (ซึ่งมันคงต่างกับ Raver หรือ Party Animal พวกนั้นจะเสาะหาทะเล Eastern เพื่อแดนซ์ อัพยา และชิลเอาท์ ฟูลมูนปาร์ตี้ที่พะงันก็คือคัลเจอร์อย่างหนึ่งของพวก Rave)

คือเราก็ไม่ได้ชื่นชมไอ้ฝรั่งพวกนี้มากมายนะ ตอนไปลาว ไปหนองเขียวก็เจอไอ้พวกนี้เกือบสิบคน นั่งตาปรือ เมาปุ๊นอยู่ตามร้านอาหาร คือไม่ได้ชื่นชมว่ามันเจ๋ง มันคูล บางคนก็เป็น Loser ในสังคมเดิมของตัวเอง แต่มาอยู่ตะวันออกนานๆๆๆ ได้เพราะค่าเงิน บางคนก็อาจจะมาค้นหาความหมายของชีวิตจริงๆ คือไม่ได้ชื่นชม แต่ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร แต่มันมีเรื่องต้องชื่นชมอยู่อย่างตรงที่ไอ้ฝรั่งพวกนี้มันไม่ทำตัวแปลกปลอมกับสถานที่ที่มันเข้าไปอยู่ ไม่เหมือนคนไทย...

อย่างที่บอกคนไทยชอบเปิดซิงแถมฟันแล้วทิ้งอีกต่างหาก

พากันแต่งตัวเก๋ๆ ชิคๆ ไปถ่ายรูปกับตรงนั้นตรงนี้ เพื่อจะอัพโหลดขึ้นเว็บ Social Network อวดคนทั้งโลกว่ากูไปเก๋ที่ไหนมาบ้าง

คนไทยไม่รู้จักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ก่อนจะรุมกันเข้าไปถลุงบ้านชาวบ้านชาวช่อง เคยถามเจ้าบ้านกันก่อนบ้างไหม ก่อนที่จะไปสถาปนาบ้านใครให้เป็นเมืองอาร์ตกลางหุบเขา เคยถามเจ้าของบ้านเค้ามั่งป่าวว่าอยากอาร์ตมั้ยล่ะน่ะ เค้าอาจจะอยากเป็นเมืองธรรมดากลางหุบเขาก็ได้นะ โอเค มันทำให้เกิดการจ้างงาน มันทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนและเติบโต แต่มันคุ้มไหม? กับการก้าวกระโดดจากเมืองคนอยู่-และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในปริมาณสมควรกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวแสน Kitsch แต่สุดเฟค กลายเป็นสถานที่ทำเก๋ของคนกรุงเทพฯ ที่พอวันนึง เที่ยวจนเบื่อ เอาจนเยิน แล้วก็สะบัดตูดจากไปไม่ไยดี ทิ้งอดีตสาวงามไว้เบื้องหลัง ให้ดูแลรักษาใจและกายตามลำพัง

เคยฟังเพลงของอารักษ์ อาภากาศ เขาบอกว่าปายไม่เปลี่ยน...แต่คนน่ะเปลี่ยน สงสัยเรื่องจริง

เห็นชะตากรรมของปายแล้วเอน็จอนาถใจ รุมกันไปลงแขก รถติด, แย่งกันกินแย่งกันเสพ, คนเยอะ, น้ำมันหมดปั๊ม, วิ่งลงไปถ่ายรูปกับป้าย Coffee in Love แล้วก็พากันมาด่าๆๆๆๆๆ ว่าปายไม่น่าไป ปายไม่ดี ปายวุ่นวาย คำถามคือเพราะใครล่ะค้าาาาาาาา ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเอ็งน่ะ อ่ะ พวกกูด้วยก็ด้าย แต่คำถามคือเคยทบทวนตัวเองกันบ้างหรือเปล่า พวกมนุษย์สุดเก๋สุดชิคทั้งหลายยยย

พวก Festival ต่างๆ ก็เหมือนกัน ถลุงเขาใหญ่จนเยิน จนป่าแตก แล้วก็หันไปถลุงปายต่อ อืม เจริญดีแท้เมืองไทย พิจารณานิดนึงว่าขนาดเมืองมันรองรับผู้คนได้มากมายขนาดไหน ไม่ใช่แค่ว่าเงินๆๆๆๆ โลกทุนนิยมเสรี เงินสำคัญแน่ เราไม่เคยแอนตี้ทุนนิยม จะว่ารักก็ได้ แต่บางสิ่งบางอย่างมันก็ไม่คุ้มที่จะเอาไปแลกกับเงินหรอกนะ โลกนี้ยังควรจะมีสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้หลงเหลืออยู่บ้าง

ตอนปีใหม่ไปเขาใหญ่มา ไม่ปฏิเสธเลยนะว่ากูก็ทำตัวแบบนั้นแหละ พวกฟันแล้วทิ้ง คนกทม.ที่แต่งตัวไปถ่ายรูป แต่หลงเข้าไปในหมู่บ้านนึง เป็นหมู่บ้านเหมือนตามตจว.ทั่วไปแหละ แต่มีสนาม ATV อยู่ในหมู่บ้าน อืม...อยากจะลงไปถามชาวบ้านจังเลยว่าคิดยังไงอ่ะ หน้าบ้านมีสนาม ATV ที่เค้าก็คงไม่ได้เข้าไปเล่นหรอก เอ๊ะ หรือชาวบ้านขับ ATV เป็นงานอดิเรก?

ค่อยๆ เที่ยว ค่อยๆ ชม ค่อยๆ ซึมซับความงามได้ไหม?

ไม่เห็นต้องถลุงๆๆๆๆๆๆ รุมๆๆๆๆๆๆๆ เปิดๆๆๆๆๆๆ 

หรือมันไม่ทันใจ Celebrities-wanna be สุดชิคทั้งหลาย?

หลังจากฟันปายจนสาแก่ใจแล้ว สถานที่ต่อไปที่จะโดนฟันแล้วทิ้งคือปางอุ๋ง เชียงคาน ต่อด้วยแม่แจ่ม เชียงของ และน่าน ไม่เชื่อคอยดู หรือไม่อย่างนั้นก็รอดูชะตากรรมหลวงพระบางหลังจากคนไทยสุดชิคแห่กันไปทำท่าเก๋ในเมือง Kitsch

เราไม่ได้เป็นเจ้าของสถานที่พวกนี้ แต่มันเป็นเมืองที่เรารัก

ไม่อยากเห็นสาวแรกแย้มโดนข่มขืนลงแขก!

ปางอุ๋งยังไม่เคยไป แล้วก็นึกไม่ออกว่าตอนนี้อยากไปหรือเปล่า

เชียงคานยังไม่เคยไป แต่ก็คงจะไปให้เห็นกับตาในเร็วๆ นี้ ก่อนที่มันจะเก๋ซ้าาาากลายเป็นเมืองอาร์ตริมโขงไป

แม่แจ่มกับน่าน เคยไปออกค่าย สวย สงบ โรแมนติก เป็นผู้หญิงหวานๆ นิ่งๆ อย่าฟันเธอแล้วทิ้งเลยนะ! 

เชียงของ เป็นสาวเปรี้ยวนิดๆ คงผ่านผู้ชายมาพอประมาณ แต่ยังสวยใส + เย้ายวน (ก็คงเหมือนปายก่อนหน้านี้ มีร้านอาหาร มีเกสต์เฮ้าส์ แต่ยังไม่เน่า) ดังนั้นขอความกรุณาอย่าลงแขกเธอ! อย่าทำให้ผู้หญิงน่ารักมีเสน่ห์กลายเป็นที่รองรับอารมณ์ใคร่ (ใคร่อยากจะพักผ่อนกับธรรมชาติ แต่ต้องเป็นธรรมชาติแบบชิคๆ สไตล์คนเมือง Eco ทัวร์หรือโฮมสเตย์ที่ฝรั่งชอบ ไม่เวิร์คในเมืองไทยหรอก ไม่ chic)

หลวงพระบาง & ลาวเหนือ เป็นเมืองที่รักมากๆๆๆๆๆๆ ลาวคือสาวเปี่ยมเสน่ห์ สวยใส ขี้อาย แต่ก็เฟรนด์ลี่ ซึ่งบอกได้เลยว่าเสน่ห์ของเมืองลาวอยู่ที่ผู้คนโดยแท้ คนมีน้ำใจ คนที่พร้อมจะพูดคุยให้ความช่วยเหลือ คนที่มีวิถีชีวิตธรรมดาแต่น่าอิจฉาเป็นบ้า

ตลาดเช้าในเมืองมรดกโลกนั้นแสนคลาสสิก / น้องอ้น เด็กอายุ 17 ที่เข้าผับไปกินโออิชิ เออ คนลาวเค้าไม่เรียกผับ เค้าเรียกเธค เธคดาวฟ้า / ชาวบ้านร้านตลาดที่ตักบาตรเพราะมันเป็นชีวิตของเขาจริงๆ ไม่ใช่ประเพณีขายนักท่องเที่ยว / เจ้าของเกสต์เฮ้าส์แสงเพชรที่ชวนกินเบียร์ เลี้ยงอาหารสารพัด เพราะเป็นวันเกิดญาติ / เจ้าของโฮมสเตย์โอบีที่แทนตัวเองว่าแม่ / บัตรกับอุดร หนุ่มสาวลาวใจดีที่มีคนไทยสองคนไปเดินตามหาที่พักต้อยๆ / ลุงเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่หนองเขียว ผู้ยืนยันว่าคนอีสานคือคนลาวที่รัฐไทยกวาดต้อนไป ฯลฯ ถ้ามัวแต่ทำเก๋ทำชิค เราก็ไม่รู้หรอกว่ามีผู้คนเหล่านี้อยู่ในโลก...ร่วมกับแม่ค้าลาวที่หลอกขายข้าวเหนียวตักบาตร หรือ Tubing ราคาโหดในวังเวียง ซึ่งไม่ใช่ความผิดบาปเลวร้าย โลกนี้ก็มีสองด้านเป็นธรรมดา 

หลวงพระบางสวยขนาดนี้ ใสขนาดนี้ ขอร้อง...อย่าคิดแม้แต่จะฟัน ชื่นชมความงามด้วยความสงบ ด้วยใจเคารพวัฒนธรรมและเจ้าของบ้าน ไม่ทราบว่าคนไทยทำเป็นไหม? อย่าใส่ขาสั้นเพราะคนลาวเขาไม่ทำกัน (ฝรั่งสาวสวยหน้าตาประหนึ่งเซเลบริตี้ยังไม่ทำ สวยจริงๆ แล้วเจอเธอตลอดทริป คือไปไหนก็เจออ่ะ เจอที่บ้านนา เจอที่หลวงพระบาง เจอที่วังเวียง เจอที่เวียงจันทน์ เห็นเธอแต่งตัวตลอด ทั้งที่ถ้าจะโชว์ก็งามกว่าคนไทยวอนนาบีแน่ๆ ไม่เห็นเธอทำ แต่คนไทยทำ แรงซ้าาาาา คนไทยสุดชิค) หนุ่มสาวคู่แฟนอย่าประเจิดประเจ้อในที่แจ้ง อย่าโอบ อย่าสวีทเว่อร์เพราะคนลาวเขาไม่ทำกัน...นะจ๊ะ ขอร้อง...ได้ไหม เห็นแล้วปวดใจแม้ไม่ใช่คนลาว

ฟันสาวสวยในไทยหมด ก็คงจะแห่กันไปฟันสาวซิงในประเทศเพื่อนบ้าน เยอะซะด้วยสิ

หลวงพระบาง วังเวียง หนองเขียว เมืองงอย ซาปา ดาลัด ฯลฯ (ชี้โพรงให้กระรอกป่ะเนี่ยกู?)

ไม่ได้บอกว่าอย่าไป ไม่ได้บอกว่าอย่าเที่ยว แต่มีสติกันหน่อยดีไหม?

เก็บอะไรไว้ให้ลูกหลานดูบ้างดีไหม? อย่าบริโภคแค่เจเนอเรชั่นเรา โลกมันไม่ได้จบแค่เราตาย ประเทศไทยไม่ได้ดับสลายทันทีที่ไม่มีเรา

อยากให้คนรุ่นต่อไปได้เห็นอะไร?

ปายที่งดงาม ปายที่เก๋ไก๋ตามสมควร ปายที่มีความน่าสนใจในเรื่องชาติพันธุ์ 

หรือซากปายให้เด็กมันนินทาว่า รุ่นพ่อแม่แม่งมักง่าย...ฟันแล้วทิ้ง

ป.ล.มีเรื่องสงสัยอยู่หนึ่งเรื่อง ทำไมไอ้เมืองพวกเนี้ยฝรั่งเจอก่อนทุกที? เจอก่อนคนไทยเป็นสิบปี แต่เละทันทีที่คนไทยแห่เข้าไป

 

 

edit @ 23 Jan 2009 12:11:45 by IwalkTheLine

edit @ 23 Jan 2009 12:12:59 by IwalkTheLine

edit @ 23 Jan 2009 12:16:17 by IwalkTheLine

edit @ 23 Jan 2009 12:19:52 by IwalkTheLine

edit @ 23 Jan 2009 13:36:31 by IwalkTheLine

ช่วงนี้บล็อกจะคล้ายๆ ไดเด็กม.ต้นนิดนึง เพราะชีวิตมีเรื่องให้หมกมุ่นอย่างแสนสาหัส

ปีนี้จะ 24 แล้ว อีก 8 เดือน โอ้ว แก่จนน่ากลัว เลข 24 เป็นอะไรที่น่าสยดสยองมากกกกกกก

โดยเฉพาะคนอายุ 24 ที่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่างเดียว ชีวิตที่ผ่านไปทุกวันแม่งโคตรน่ากลัววววว

มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้หมายถึงทรัพย์สมบัติ หมายถึง the right way อ่ะนะ

เห็น a day 100 แล้ว นึกขึ้นได้มี a day 1-27 สภาพดีทุกเล่ม หลังจากนั้นก็เลิกซื้อไป ยืนอ่านบ้างตามร้านหนังสือและของคนอื่น

Bioscope มีครบทุกเล่ม ตั้งแต่เล่มซีร็อกซ์ปกวิศิษฎ์ ได้มาจากงานแฟต 1 ตอนนั้นอยู่ม.5 โอ้วววว เวลาผ่านไปขนาดนี้แล้วอ่ะ?

เนี่ยแหละ ข้าวของที่มีเป็นชิ้นเป็นอันในชีวิต 555

Wishlists ในชีวิตไม่อาจเปิดเผยได้ อายคน

แต่ Wishlists หนังสือ 2009 จะเปิดใจให้ชม ณ ตรงนี้

1.เงาสีขาว-แดนอรัญ แสงทอง

ซื้อมาตั้งแต่สัปดาห์หนังสือ โหดเหี้ยมทารุณมาก ไม่เคยอ่านหนังสืออะไรที่ต้องใช้พลังงานเยอะขนาดนี้มาก่อน มูราคามิยังแพ้ยับเยิน อ่านแล้วทุรนทุรายน่าดู เหนื่อย แต่อยากอ่านให้จบ

2.เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน-ใบพัด

อ่านฟินแลนด์ไม่มีแขน ซื้อจากร้าน iBerry เชียงใหม่ สนุกมั่ก อ่านแล้วขำก๊ากออกมาเลย ชอบใบพัด เด็กติ๋มที่คูลที่สุดในประเทศไทย (เว่อร์เนาะ)

3.Love in Time of Cholera-Gabriel Garcia Marquez

มีแปลบ่? ข้อยอยากอ่าน เคยอ่าน 100 ปีแห่งความโดดเดี่ยวตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตสาว ตอนนี้อยากอ่านอันนี้

4.ของสฤณี อาชวานันทกุล ทุกเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน

ชอบ อ่านแล้วมีพลังใจอยากทำดีแบบ alternative เกี่ยวมั้ย?? คืออ่านแล้วรู้สึกดีว่ายังมีผู้คนอีกมากมายในโลกนี้ที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น

5.พวกวรรณกรรมอมตะของโลกทั้งหลาย พี่น้องคารามาซอฟ เหยื่ออธรรม สามก๊ก ดอน กีโฮเต้ อะไรประมาณนั้น เห็น Penquin Book พิมพ์เป็นเล่มบางๆ อยู่หลายเล่ม แต่เป็นภาษาอังกฤษอ่ะนะ

6.ของกนกพงศ์ สงสมพันธ์ เล่มอื่น

อ่านแผ่นดินอื่น กับบันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร ไปแล้ว อ่านแล้วรู้สึกรุนแรงมาก ฉากปรากฏตรงหน้า ตัวละครมีลมหายใจ ต้นไม้ใบหญ้ามีชีวิต กนกพงศ์เค้าทำได้ไง????

ตอนนี้นึกออกแค่นี้ล่ะ นึกได้จะมาเพิ่ม

หนังสือที่ชอบมากของปีที่แล้ว

1.ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ-อนุสรณ์ ติปยานนท์

โรแมนติก หวาน ลึกลับ ชวนให้ค้นหา มูราคามิเมืองไทย

2.ชาติ ศาสนา ซาซิมิ-ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

สุดยอด ท็อปฟอร์มเสมอ ทำไมเรามักจะเจอคำตอบในหนังสือที่เขาเขียน หลายเดือนแล้วไปรอเพื่อนที่คิโนะ พารากอน อ่านฟูลสต็อปจบไปทั้งเล่ม! ประทับใจ ตัวหนังสือของภิญโญเป็นคำตอบในชีวิตให้เจนวายผู้สับสนวกวนได้เสมอ ชาติ ศาสนา ซาซิมิ อาจจะไม่ใช่สไตล์นั้น แต่มันเจ๋ง มันคูล มันทำให้เห็นความเชื่อมโยงของโลกทั้งใบในนาทีนี้ 

3.แผ่นดินอื่น

กนกพงศ์เป็นสุดยอดนักเขียนคนหนึ่งของโลก น่าเสียดายที่อายุสั้น