10 หนัง สกช. (สร้างเสริมกำลังใจชีวิต)
posted on 25 Jan 2009 20:29 by iwalktheline in Filmสืบเนื่องจากเอ็นทรี่ที่แล้ว ยังตกใจไม่หายเลยว่ะ 555
ส่วนอันนี้คืองานเขียนจริงๆ ของข้าพเจ้า งานที่ลงตีพิมพ์ในนิตยสารสุด Niche ที่พูดไปก็ไม่มีใครรู้จัก 555 ตอนนี้ออกมาเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ยังเขียนหนังสืออยู่ แต่ไม่ได้เป็นพนักงานประจำแล้วอ้ะ ใครมีงานให้ทำ ขอ! (ของานกันดื้อๆ อย่างนี้แหละวะ 555)
หนังมันอาจจะ Cliche และสูตรๆ ซ้ำๆ ไปบ้าง เพราะเขียนให้คนทั่วไปอ่านง่ะ จะไปเลือกหนังอาร์ตโคตรอาวองการ์ดแนวสุดขั้วที่มันสร้างแรงบันดาลใจให้เรา แต่คนอ่านเบลอ มึน งง แล้วเขียนมาด่าก็ไม่ไหวนะ เขียนคอลัมน์ในแม็กกาซีน (ที่ไม่ใช่แม็กกาซีนเฉพาะทาง) คือคำจำกัดความของพาณิชย์ศิลป์โดยแท้
10 หนัง สกช. (สร้างเสริมกำลังใจชีวิต)
These 10 will encourage you!
สมัยยังอยู่ชั้นประถม (ถ้าคุณอยู่ในเจเนอเรชั่นใกล้เคียงกับผู้เขียน) เราทุกคนต้องถูกบังคับให้เรียนวิชาที่มีชื่อย่อประหลาดๆ ราวกับคำใบ้ดาราในคอลัมน์บีบสิวของซ้อเจ็ด เช่น กพอ.ย่อมาจากการงานพื้นฐานอาชีพ สลน. (ย่อมาจากสร้างเสริมลักษณะนิสัย) หรือสปช. (ย่อมาจากสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) แต่จะมาสร้างเสริมนิสัยหรือประสบการณ์กันในนิตยสาร Videophile ก็คงจะไม่งาม เราเพียงแต่อยากจะนำเสนอหนังประเภทที่เราเชื่อว่ามันสามารถสกช. (ย่อมาจากสร้างเสริมกำลังใจชีวิต) เพราะเมื่อเดือนธันวาคมและการเฉลิมฉลองต่างๆ ผ่านพ้นไป ที่เหลืออยู่หลังปีใหม่ก็คือชีวิตที่ต้องลากจุดต่อไปข้างหน้า ช่วงเวลาสั้นๆ หลังความรื่นเริงอย่างสุดเหวี่ยง อาจทำให้เราได้กลับมาหยุดคิดและทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา หนังสือดีๆ สักเล่มหรือหนังดีๆ สักเรื่องอาจจุดไฟให้ชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อ และนี่คือ 10 หนังที่เราเชื่อว่าน่าดูหลังปีใหม่...เพื่อสร้างเสริมกำลังใจให้กับก้าวต่อไปของชีวิต
10.Talk To Her (Pedro Almodovar, 2002) แม้ไม่มีเธอ ชีวิตต้องเดินต่อไป
นี่ไม่ใช่หนังจบสุข (Happy Ending) หนังสเปนเรื่องนี้จบเศร้า เศร้ากว่าที่คุณจะคาดคิดได้ แต่ในความเศร้านั้นยังมีความหวังอยู่ เปโดร อัลโมโดวาร์ เล่าเรื่องของ เบนิโญ่ บุรุษพยาบาลหนุ่มที่เฝ้าปรนนิบัติ อลิเซีย หญิงสาวที่เขาแอบรัก-เมื่อเธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา และเขาเป็นคนทำให้เธอตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล เพียงแต่เรื่องจริงนั้นไม่โรแมนติกเหมือนนิทาน เขารักเธอ, เขาดูแลเธออย่างดี, เขาทำให้เธอตื่นขึ้นมา แต่สุดท้ายโชคชะตากลับพาเธอไปเป็นของคนอื่น พล็อตเรื่องอาจจะมีลักษณะ Soap Opera และ Myth อยู่มาก แต่นั่นคือสไตล์ที่เป็นลายเซ็นของเจ้าป้าอัลโมโดวาร์ คุณอาจจะเสียน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้ แต่นั่นเป็นเพราะคุณรู้ดีว่าความรักอยู่รอบตัวเรา แม้เจ้าของความรักจะไม่อยู่ แต่ความรักของเธอหรือเขาจะทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป
8-9.Before Sunrise & Before Sunset (Richard Linklater, 1995 & 2004) ทบทวนคืนวันและความฝันที่ผ่านเลย
Before Sunrise คือหนังที่นักศึกษาและคนเริ่มทำงานทุกคนควรได้ดู Before Sunrise คือตำนานหนังอินดี้แห่งทศวรรษที่ 90 ผู้กำกับ ริชาร์ด ลิงเคเตอร์ ทำหนังด้วยนักแสดงเพียงสองคน เดินพูดกันทั้งเรื่องด้วยไดอะล็อกยาวเหยียด และมีฉากหลังเป็นเวียนนายามค่ำคืนที่สุดแสนจะโรแมนติก ว่าด้วยเรื่องของหนุ่มอเมริกันกับสาวยุโรปที่เจอกันบนรถไฟไปปารีส แต่ไปไม่ถึงปารีส เพราะดันกระโดดลงที่เวียนนาด้วยกันซะก่อน ทั้งสองคนใช้เวลาร่วมกันตลอดทั้งคืน เดินไปทั่วกรุงเวียนนา แลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับสังคม การเมือง ศาสนา เซ็กซ์ ชีวิต ปรัชญา ความรัก และความฝันถึงวันข้างหน้า ก่อนจะแยกจากกันในเช้าวันรุ่งขึ้น พร้อมคำสัญญาว่าอีก 6 เดือนจะมาพบกันที่เดิม ส่วน Before Sunset คือหนังที่คนวัยทำงานทุกคนควรจะได้ดู ตัวหนังเป็นภาคต่อของ Before Sunrise เล่าเรื่องอีก 9 ปีต่อมา ทั้งสองคนบังเอิญได้เจอกันในปารีส จากหนุ่มสาวนักศึกษากลายเป็นคนวัยทำงานอายุกลางสามสิบที่ต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง Before Sunset จึงเป็นคล้ายการรำลึกถึงอดีตอันอ่อนหวาน--ทบทวนคืนวันที่ผ่านมาในชีวิต รวมถึงความรักและความฝันในวัยเยาว์
7. Little Miss Sunshine (Jonathan Dayton and Valerie Faris, 2006) ขี้แพ้แล้วไง?
หนังอินดี้อเมริกันสุดน่ารักเรื่องนี้ว่าด้วยครอบครัวจิตป่วง คุณพ่อเป็นวิทยากร How to ว่าด้วยบันได 9 ขั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คุณแม่ที่ใกล้เป็นบ้าเพราะต้องดูแลสมาชิกทุกคนในครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย พี่ชายเกย์ของเธอที่เพิ่งรอดตายจากการเชือดข้อมือสังเวยรักไม่สมหวัง, คุณปู่ตัวแสบที่ซื้ดโคเคนทั้งวันและพ่นคำหยาบไฟแลบ, ลูกชายคนโตที่อยู่ดีๆ ก็ไม่พูดกับใครจนกว่าจะสอบเข้าเป็นนักบินได้ และลูกสาวคนเล็กอ้วนตัวกลม ใส่แว่นตาหนาเตอะ แต่มีความฝันอยากเป็นนางงามเด็ก และทำให้ทั้งครอบครัวต้องเดินทางข้ามรัฐไปส่งเธอเข้าประกวด Little Miss Sunshine ด้วยรถโฟล์คกระป๋องที่ขับไปเสียไป แต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ทำให้พวกเขาได้ค้นพบคุณค่าของตัวเองและครอบครัว ที่แม้จะเป็นพวก “ขี้แพ้” แต่ก็มีความสุขและเชิดหน้าภูมิใจในตัวเองได้ หากมองโลกในแง่ร้าย นี่อาจจะเป็นแค่คำปลอบใจให้พวก Loser ทั้งหลาย แต่ถ้าคนหนึ่งคนสามารถยอมรับและมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองเป็น จะแพ้หรือชนะก็เป็นแค่เรื่องค่านิยมและมาตรฐานในการตัดสินของสังคมเท่านั้น ขี้แพ้แล้วไง (วะ)?
6.My Bluberry Nights (Wong Kar-Wai, 2007) ความรักอยู่ที่เดิม
นี่คือหนังพูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับอินดี้ชาวฮ่องกงที่มีแฟนในเมืองไทยจำนวนมากอย่างคุณพี่หว่อง แฟนๆ ดั้งเดิมอาจจะแปลกใจที่หนังเรื่องนี้ของพี่ดูง่าย เข้าใจง่าย ซ้ำยังมีตอนจบแบบดูรู้เรื่อง ไม่ชวนงุนงงระคนสงสัยเหมือนที่ผ่านมา เส้นเรื่องของหนังนั้นบางเบาแต่แสนโรแมนติก ว่าด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินทางไปทั่วประเทศ เพราะต้องการลบเลือนบาดแผลจากความรักไม่สมหวัง แต่สุดท้ายก็พบว่าที่ที่เธอหันหลังให้ต่างหากที่มีคนที่รักเธอรออยู่ บางทีชีวิตก็เล่นตลกกับเราแบบนี้ เราเดินทางไกลแสนไกลเพื่อจะพบว่าความอบอุ่นแท้จริงแล้วอยู่ในสถานที่ที่เราเดินจากมา
5.กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี, 2008) ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้
กอด หนังไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในปีที่กำลังจะผ่านไป เห็นแค่หน้าหนังอาจจะคิดว่าเป็นหนังรักธรรมดาเรื่องหนึ่ง แต่หนังพูดในเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่านั้น นอกจากประเด็นการเมืองเข้มข้นที่แฝงอยู่ ตัวละครสามแขนอย่างชายหนุ่มชื่อขวานและหญิงนมโตชื่อนา ต่างก็เป็นแค่คนบกพร่องเว้าแหว่ง ผู้พยายามมองหาใครสักคนที่จะมาเข้าใจและมองลึกลงไปในตัวตน-ข้ามพ้นความประหลาดที่มองเห็นด้วยตา หรือว่าในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนต่างก็เว้าแหว่งบกพร่อง-ไม่มากก็น้อย-และเฝ้ามองหาใครสักคนเหมือนขวานกับนา อาจจะเหมือนที่อังตวน เดอ แซงเต็ก-ซูเปรี เขียนไว้ในวรรณกรรมอมตะอย่าง เจ้าชายน้อย “เราจะเห็นอะไรได้ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา” และ “กอด” ได้บอกกับเราว่าความงดงามบางประการของการมีชีวิตอยู่ก็คือ การได้พบกับคนที่มองเห็นเรา...ด้วยหัวใจ
4.Children of Heaven (Majid Miajidi, 1997) ได้ที่สาม...ชนะ
หนังเด็กจากอิหร่านเรื่องนี้จรรโลงหัวใจคนดูให้อิ่มเอิบซาบซึ้งไปกับความต้องการในชีวิตแบบ “เด็ก” เมื่อพี่ชายนำรองเท้าคู่เดียวของน้องสาวไปซ่อม และบังเอิญทำมันหายระหว่างทาง ทั้งสองคนต้องช่วยกันปิดพ่อแม่ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าพ่อคงไม่มีเงินซื้อคู่ใหม่ให้เธอ สองพี่น้องต้องผลัดกันใส่รองเท้าที่เหลืออยู่คู่เดียว ทำให้พี่ชายต้องสมัครเข้าแข่งวิ่งที่มีรางวัลที่สามเป็นรองเท้า และแน่นอนเป้าหมายของเด็กชายคือที่สาม-ไม่ใช่ที่หนึ่ง แม้จะตั้งใจหรือก็ไม่ก็ตาม ผู้กำกับมาจิด มาจิดี ก็ทำให้คนดูได้ตระหนักว่าบางทีชีวิต-ก็อาจไม่ต้องการอะไรมากกว่ารองเท้าคู่เดียว และบางทีชีวิต-อาจไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งเสมอไป
3.Amelie (Jean-Pierre Jeunet, 2001) ยินดีต้อนรับสู่โลกสีลูกกวาด
ผู้กำกับ ฌอง-ปิแอร์ เฌอเน่ต์ บรรจงเปลี่ยนเมืองปารีสให้กลายเป็นเมืองสีหวานในสายตาสาวช่างฝันอย่าง อาเมลี แม้ความจริงโลกจะเศร้าหมองโหดร้ายอย่างไร แต่โลกของอาเมลีนั้นสวยงามเสมอ เธอมีความสุขกับการเฝ้าสังเกตผู้คน และคอยให้ความช่วยเหลือใครต่อใครในแบบของเธอ กับสถานการณ์และโลกที่เป็นอยู่นี้ หากใช้วิธีคิดแบบอาเมลีก็คงจะทำให้ชีวิตรื่นรมย์ขึ้นไม่น้อย เมื่อโลกไม่เปลี่ยน เราอาจเป็นฝ่ายต้องเปลี่ยนสายตาที่มองโลก มิเช่นนั้น เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงแสนหดหู่ว่าแท้แล้วโลกนั้นเป็นสีเทา
2.Love Actually (Richard Curtis, 2003) Love Actually is All Around.
นี่คือหนังเรื่องโปรดของใครหลายคน Love Actually ว่า ด้วยความรักและความสัมพันธ์ของผู้คนหลากหลายที่ต่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน อยู่และมีบทสรุปในวันคริสต์มาสร่วมกันตามสไตล์ของพล็อตหนังแบบหลายชีวิต Love Actually เปิดเผยให้เห็นด้านต่างๆ ของคำว่ารัก ซึ่งมีทั้งความหวานความขม ความสดใสความหม่นหมอง ความอบอุ่นความอ้างว้าง Love Actually จะทำให้ความรักทุกรูปแบบของคุณกลับมาสว่างไสวในความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมหนังรักเรื่องนี้ถึงประทับอยู่ในใจใครต่อใคร และเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรจะเปิดหนังเรื่องนี้ดูอีกครั้งแม้ว่าจะเคยดูไปแล้วก็ตาม
1.The Motorcycle Diaries (Walter Salles, 2004) ซิ่งมอ’ไซค์ไล่ความฝัน
คงไม่มีใครไม่รู้จัก เช เกวารา ชายผู้ซึ่งมีใบหน้าปรากฏอยู่บนเสื้อยืดและบังโคลนรถบรรทุกทั่วโลก แต่นอกจากจะมีใบหน้าอยู่บนสองสิ่งข้างต้น นี่คือผู้ชายที่เคยพลิกโลกของชาวคิวบาให้เปลี่ยนองศาการหมุน นี่คือผู้ชายที่เคยเป็นศัตรูลำดับต้นของอเมริกาในยุคสงครามเย็น-จนซีไอเอต้องวางแผนสังหาร นี่คือผู้ชายที่เป็นคล้ายสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ และนี่คือผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวทั่วโลก The Motorcycle Diaries คือบทบันทึกชีวิตในวัยหนุ่มของเช เมื่อนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย เออร์เนสโต เกวารา ตัดสินใจเดินทางทั่วทวีปอเมริกาใต้กับเพื่อนหนุ่ม อัลเบอร์โต กรานาโด ด้วยรถมอเตอร์ไซค์คันเก่า ความยากจน การเอารัดเอาเปรียบ และความอยุติธรรมในสังคมที่เขาได้พบระหว่างการเดินทาง ได้เปลี่ยนชีวิตของชายหนุ่มไปตลอดกาล หนังเรื่องนี้อาจเป็นเพียงแค่โร้ด มูฟวี่ ธรรมดา แต่เรื่องราวเบื้องหลังนั้นมีพลังระดับสร้างแรงบันดาลใจมหาศาล The Motorcycle Diaries กระตุ้นให้คนหนุ่มสาวออกเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต, ยื่นมือออกไปสัมผัสกับผู้คนที่อยู่นอกโลกใบเดิมของเรา และตระหนักในหน้าที่หนึ่งอันสำคัญ เพราะหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงโลกนั้น...ยังคงเป็นภารกิจของคนหนุ่มสาวในทุกยุคสมัย
หมายเหตุ เพิ่งได้ดู The Motorcycle Diaries ก่อนปีใหม่ (เชยจัง) หนังยาว ยืดเยื้อ น่าเบื่อ ฉากไคลแม็กซ์ในองก์ 3 ก็จงใจ๊ จงใจไปป่ะคะ แต่ดูจบแล้วน้ำตาซึม และยังคงติดอยู่ในใจจนกระทั่งตอนนี้ ทั้งที่ตีมของหนังก็ cliche จังเลย "มนุษย์กับอุดมคติในชีวิต" แต่อยากให้ Gen Y ผู้แสนสับสนทุกคนได้ดู...นะจ๊ะ มันอาจจะไม่มีคำตอบหรือแม้กระทั่งคำถามอยู่ในหนัง แต่มันทำให้เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
edit @ 25 Jan 2009 20:59:33 by IwalkTheLine
edit @ 25 Jan 2009 21:10:08 by IwalkTheLine
edit @ 25 Jan 2009 21:12:49 by IwalkTheLine
edit @ 25 Jan 2009 21:13:57 by IwalkTheLine
edit @ 25 Jan 2009 21:16:41 by IwalkTheLine