Inspiration

 1.

http://www.prachatai.com/05web/th/home/10476

http://www.prachatai.com/05web/th/home/10465 

http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/2433 

อามดทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคนอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ , ปรีดี พนมยงค์ , สืบ นาคะเสถียร , กุหลาบ สายประดิษฐ์ , ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ข้อสังเกตป่วงๆ : สี่ในหกเป็นลูกแม่โดม) รวมไปถึงสามัญชนคนธรรมดาในเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา และพฤษภาประชาธรรม ที่ยอมตนถมร่างสร้างทางประชาธิปไตย (แล้วก็มีคนไปให้ดอกไม้ทหาร ถ่ายรูปกับรถถัง โถ ตายฟรี เจ็บแทนว่ะเฮ้ย)

 แม้โลกนี้ไม่มีสิ่งใดจีรัง ความฝันความหวังยังคงอยู่

ความฝันถึงวันที่ดีกว่า อีกความหวังเรืองรองว่าพรุ่งนี้จะงดงาม...กว่าวันนี้

ค่อนข้างเศร้า แต่ข้าพเจ้ายังคงเชื่อมั่นในพลังสามัญชน

2.

สมัยข้าพเจ้าเป็นเด็กน้อยวัยใส กิจกรรมยามปิดเทอมของข้าพเจ้าออกจะอินดี้แหวกแนวแปลกประหลาดกว่าชาวบ้านชาวช่อง

ครั้นเปิดเทอมมา เราจะถามไถ่กันว่าปิดเทอมพ่อแม่พาไปเที่ยวไหน คนนั้นตอบว่าเชียงใหม่ คนนโน้นตอบว่าพัทยา คนนู้นออกจะหรูหราตอบว่าฮาวาย ถึงคราข้าพเจ้าต้องตอบบ้าง ออกจะจนใจเมื่อต้องตอบว่าไปเที่ยวไหนมา

เพราะบิดาของข้าพเจ้าพาไปประท้วงที่เขื่อนปากมูน แน่นอนว่าตอนนี้ข้าพเจ้าภูมิใจในโปรไฟล์แสนอินดี้ แต่วัยเด็กนั้นช่างน่าอับอายขายหน้าที่พ่อไม่ยอมพาไปเที่ยว แต่พาไปประท้วงแทน

สิ่งที่หลงเหลือจากความทรงจำอันเลือนราง ข้าพเจ้าจำได้ว่าน้องข้าพเจ้าเกือบจมน้ำเขื่อนตาย จำได้ว่าวิ่งขึ้นไปเก็บหอยบนบันไดปลาโจน จำได้ว่าเล่นซ่อนหาตอนเที่ยงคืนขณะที่พ่อกำลังไฮด์ปาร์ค (ผีไม่พาลูกไปซ่อนก็บุญแล้วพ่อ) จำได้ว่าไต่บันไดปีนลงมาจากสันเขื่อนที่คิดว่าสูงราวสามสี่สิบเมตร (หล่นลงมาก็หาโลงเถอะวะ) นอกจากความสนุกสนานบ้าๆบอๆประสาเด็กแล้ว

ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในความทรงจำเลือนรางเหล่านั้น

ผู้หญิงคนนั้นใส่เสื้อยืดกับผ้าซิ่นอยู่เสมอ บางคราวมีหมวกขอทานหนึ่งใบ พร้อมแว่นตากรอบแปดเหลี่ยม ที่ครั้งนั้นข้าพเจ้ากับน้องพากันนินทาว่าเชยจริ๊ง

แต่มากกว่านั้น มากกว่าเครื่องแต่งกายภายนอก คือสิ่งที่อยู่ข้างใน

มนุษย์หนึ่งคนจะน่านับถือมากน้อยเพียงไหนขึ้นอยู่กับ "ข้างใน" ของบุคคลนั้น

แน่นอน วันวัยนั้น ข้าพเจ้าอายุประมาณสิบปี ไม่อาจเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาคนจน ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาจากอำนาจรัฐ ฯลฯ ได้แต่วิ่งเล่นไปเรื่อยๆ

เติบโตมาถึงจุดหนึ่ง (ประมาณม.ต้น อายุสิบสามสิบสี่) ข้าพเจ้าเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่พ่อของข้าพเจ้าทำ ข้าพเจ้ารู้ดีว่าพ่อใฝ่ฝันถึงโลกในอุดมคติแท้ Utopia ก็ว่าได้ ชุมชนมั่นยืน อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ชุมชนที่พยามยามจะพึ่งตัวเองทุกประการ ชุมชนที่ผลิตทุกอย่างเพื่อลดการบริโภค (สมัยนั้นยังไม่มีทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงแบบเฟคๆอ่ะนะ) คือความฝันที่บิดาข้าพเจ้าพยายามก่อร่างให้เป็นรูปธรรม ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ข้าพเจ้าเติบโตในสังคมชนชั้นกลาง ข้าพเจ้ามองว่านั่นเป็นเพียงความฝันตกสมัยของคนหลงยุค (ยุคไหนล่ะ ก็พวกคนเดือนตุลานั่นไง)  

พ่อข้าพเจ้าเป็นเอ็นจีโอ เป็นที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และเมื่อมองไปรอบกาย ข้าพเจ้าพบว่าตัวเองมี"น้อย"กว่าเพื่อนคนอื่นๆ ข้าพเจ้าตั้งคำถามอันรุนแรงว่า ก่อนจะแถไปช่วยคนอื่น ทำไมไม่ช่วยตัวเองก่อน???  

ประมาณมอสอง ข้าพเจ้าพบหนังสือเล่มหนึ่งในร้านนายอินทร์หน้าราม ชื่อหนังสือ "ทำไมต้องช่วยคนจน?" ปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทองโดยวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ข้าพเจ้าซื้อกลับบ้าน

(อ่านบทความประกอบ http://www.prachatai.com/05web/th/home/10466 )

อย่า อย่าคิดเป็นอันขาดว่าหนังสือเล่มนี้ enlighten ชี้ทางสว่างให้ข้าพเจ้าค้นพบวิถีทางวิถีธรรม อ่านๆก็จบไป ซุกเข้าชั้นหนังสือ และข้าพเจ้าก็ยังคงทะเลาะกับพ่ออย่างสม่ำเสมอ

แต่ปิดเทอมคราใด ข้าพเจ้าก็ยังคงตามพ่อไปทุกหนแห่งเช่นกัน

เขื่อนโป่งขุนเพชรของยายไฮ พ่อข้าพเจ้าไฮด์ปาร์คอยู่ มีคนยิงเข้ามาที่เวที เหวอออออ

(7 ธันวาคม  2541 เวลาประมาณ 22.00 น. ในระหว่างการจัดงานครบรอบ 3 ปี สมัชชาคนจนที่บ้านห้วยทับนาย มีการยิงปืนเข้ามา ในงาน  แต่ไม่โดนใคร http://www.searin.org/Th/PKD/PKDinf3.htm)

ไม่ค่อยเกี่ยวกับอามดตรงไหนเลย พล่ามเรื่องพ่อซะมากกว่า ตอนนั้นข้าพเจ้าค่อนข้างเกรงอามดอยู่ในที ประสาเด็กที่กลัวคนจริงจังเพราะคิดว่าดุ

3.

พ่อตายตอนข้าพเจ้าอยู่ปีหนึ่ง ไม่นานหลังจากนั้นข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่าอามดเป็นมะเร็ง แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเจออามดอีกเลย จนกระทั่งเมื่อคืนวันที่สามธันวา

ข้าพเจ้าเห็นอามดนั่งอยู่บนเตียง นอนไม่ได้เพราะหายใจไม่สะดวก มีคนพยุงสองสามคน ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่ร้องแต่ก็อดไม่ได้ อามดผอมมากหนักสามสิบเก้ากิโล เห็นแล้วไม่อาจจินตนาการได้ถึงผู้หญิงที่ยืนไฮด์ปาร์ค ชุมนุมที่สันเขื่อน หน้าทำเนียบ ท่อก๊าซไทย-พม่า โดนจับแล้วจับอีกไม่รู้กี่คดี

ถึงอย่างนั้นอามดไม่เคยทอดทิ้งครอบครัวข้าพเจ้าที่เหลือกันแค่สามคนแม่ลูก (ไม่ขอลงรายละเอียด ส่วนตัวไปหน่อย)

วันนี้อ่านข่าวประชาไทตอนบ่ายเห็นข่าวแล้วก็ปลง ไม่เศร้า ไม่เสียน้ำตา เพราะรู้ดีว่าวันนี้ต้องมาถึงในไม่ช้า ได้แต่หวังว่าอามดจะไปสบาย

จริงอยู่ เราไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกันทุกเรื่อง จุดยืนของเราอาจต่าง

แต่ที่เราคารวะได้คือหัวใจอันแท้จริง

ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่มีกันทุกคน

ยิ่งในโลกปัจจุบัน เต็มไปด้วยคนประเภทพูดสลึงทำบาท พลิ้วไปส่ายมา หาความจริงไม่ได้ ปลิ้นปล้อนกลับคำทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ พากันยกย่องคนแบบนี้ว่าฉลาดว่าดีว่าทันคน

ผู้คนซึ่งยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ มีจุดยืนมั่นคง ใช้ชีวิตอย่างที่คิดอย่างที่เลือก กลายเป็นคนโง่ซื่อบื้อดักดานไม่ทันกิน

คนที่จะยกมือไหว้ได้สนิทใจในความเป็น"คน"จึงหายากขึ้นทุกที

ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้จะหมายว่าตัวเองดีกว่าใคร บ่อยไปที่ข้าพเจ้าทำตัวน่ารังเกียจเยี่ยงคนประเภทที่หนึ่ง โกหกไฟแลบไม่รู้ทำไม บางเรื่องไม่เห็นต้องโกหก ข้าพเจ้ายังเสือกโกหก สันดานไม่ดี

แต่กับเรื่องการงาน เรื่องการใช้ชีวิต แม้ข้าพเจ้าจะเคยว่าพ่อหรือนินทาอามดอย่างไร แต่นาทีนี้ ข้าพเจ้าเองใช่ไหมก็เป็นเอ็นจีโอ

คนที่แถไปยุ่งกะคนอื่นทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ดีกว่าเค้าตรงไหน

คำถามข้างต้นไม่เคยถามตัวเองจริงจังเหมือนกันว่าทำไม? แต่รู้อยู่อย่างเดียวว่า ไม่อาจใช้ชีวิตที่ไม่เชื่อได้

 

ป.ล.ฟังดูเหมือนยกหางตัวเอง น่าหมั่นไส้มากๆ แต่ประเด็นคือแค่เชื่อในสิ่งที่ทำอยู่น่ะ

ถ้าคุณเป็นพ่อครัวคุณเชื่อในศาสตร์และศิลป์ของอาหาร คุณก็ตัวจริง

แต่ถ้าคุณเป็นช่างตัดผมเพราะคุณอยากเป็นป๊อก เชลซีเฉยๆ ไม่ได้เชื่อในการขริบกบาลคนอื่น คุณก็ตัวปลอมและน่ารังเกียจด้วย 

มันแค่เป็นเรื่องความจริงใจน่ะ ง่ายๆ เอาอีกตัวอย่างมั้ย

ถ้าคุณทำหนังเพราะคุณอยากดัง และคุณบอกว่าคุณทำเพราะอยากดัง คุณคือคนที่ควรค่าแก่การนับถือ อย่างน้อยก็ยังจริงใจกับตัวเอง

แต่ถ้าคุณทำหนังเพราะคุณอยากเป็น somebody อยากดีลสาวในผับง่ายๆ แต่คุณเสือกพูดว่าคุณทำเพื่อยกระดับจิตวิญญาณและวงการหนังไทย คุณเป็นคนชั้นต่ำ

อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้ อย่าคิดว่าคนอื่นไม่เห็น ของแบบนี้มันชัดเจนในเนื้องานและการกระทำ

ป.ล.อีกครั้ง วันก่อนไปงานศพอามด มีเพื่อนคนนึงของอามดที่เป็นอ.ธรรมศาสตร์ (จำชื่อไม่ได้) เล่าให้ฟังในงานว่า สมัยทักษิณ 1 อามดร้องเพลง "คำสัญญา" ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เพราะ "มีเพื่อนเราได้เป็นรัฐมนตรีหลายคน ก็หวังว่าเพื่อนจะยังไม่ลืมคำสัญญา" - ฟังแล้วแบบ โห ตลกร้ายโคตรๆ

 ป.ล.สอง เมื่อวานวันเผา มีวงดนตรีมาเล่นเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา, เพื่อมวลชน, เพลงปฏิวัติ ฯลฯ อดคิดเรื่อยเปื่อยไม่ได้ว่า งานศพกูอยากให้เปิดเพลงไหนหว่า??? 555 ทำตัวเป็นพระเอก High Fidelity ไปได้

ป.ล.สาม เฮ้ย พ่อกูเคยโดนข้อหานี้ด้วยว่ะ 555 แรงมาก พ่อกูคือขุนส่า

- 19 พฤศจิกายน 2541 เวลาประมาณ 14.00 น. นายอำเภอหนองบัวระเหวและนายอำเภอเทพสถิต  ได้เรียกประชุมกำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน และประธาน อบต. โดยเสนอให้บุคคลเหล่านี้ร่วมเซ็นชื่อในแถลงการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้แล้ว  อันเป็นแถลงการณ์ที่สนับสนุนให้มีการ สร้างเขื่อนโดยเร่งด่วนและ ให้ดำเนินการจับกุมนายพิเชษฐ  เพชรน้ำรอบ  ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ว่าเป็นผู้ปลุกระดม  ยุยง  ให้ชาวบ้าน ตั้งตนเป็นรัฐอิสระเพื่อผลิตและจำหน่ายยาเสพติด นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้จับกุมชาวบ้านบ้านห้วยทับนายและหมู่บ้าน ห้วยหินฝน ที่คัด ค้านการสร้างเขื่อนว่าเป็นหมู่บ้านที่ผลิตและจำหน่ายยาเสพติด  เป็นคอมมิวนิสต์และตั้งตนเป็นรัฐอิสระ  โดยแถลงการณ์นี้จะให้กลุ่มครู หมอและพระช่วยเซ็นชื่อด้วย  แต่ก็มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและ อบต. บางหมู่บ้านคัดค้านและไม่ร่วมลงชื่อด้วย

 (http://www.searin.org/Th/PKD/PKDinf3.htm)

 

 

 

 

edit @ 13 Dec 2007 15:10:18 by IwalkTheLine

edit @ 13 Dec 2007 15:11:12 by IwalkTheLine

หายเซ็งละ เพราะเพิ่งรู้สึกตัวว่า ความโชคดีหนึ่งประการของข้าพเจ้าคือ มีผู้คนที่ดีอยู่ในชีวิต

ตั้งแต่ครอบครัว ที่แม้กูจะบ้าๆแต่ไม่เห็นเคยว่าอะไร มีความเข้าใจให้เสมอมา

อีกทั้งมิตรสหายที่ดี (เพื่อนพ้อง-น้องพี่-ครูบาอาจารย์) นั้นมีค่ากว่าเงินทองจริงๆ

แต่ถ้าใครมีเงินทองพร้อมมิตรสหายที่ดีก็จะเป็นคนที่...โชคดีจริงๆนะมึงน่ะ

พี่ศิราณีแห่งความนอยท่านหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าอาการของกูนั้นเป็นสามัญของพวก Gen Y ชอบโทษอย่างอื่นมากกว่าตัวเอง คิดว่าตัวเองทำเต็มที่แล้ว ที่ทำไปน่ะเหนื่อยเสียเต็มประดา 555 ยอมรับอย่างไม่อาจโต้แย้ง

ปรับทัศนคติแค่นี้ โลกดีขึ้นทันตาเห็น

คุณภิญโญท็อปฟอร์ม http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/2228 ทำให้อยากกลับไปคุ้ย"คุรุ ผีเสื้อ และลมตะวันตก"มาอ่านอีกครั้ง ใครรู้จักเค้าฝากกราบตีนทีนึง ถ้ากูเป็นสก๊อยจะเดินเข้าไปบอกเค้าว่า โหยยยยยยยยยย พี่แม่งโคตรเจ๋งเลยว่ะ (ที่พูดอยู่นี่ไม่เป็นสก๊อยตรงไหนวะ?)

พูดจาเลื่อนเปื้อนอยู่ได้ ^^

อ่าน Bioscope ฉบับเดือนตุลา ขอชื่นชมว่าท็อปฟอร์มนะเล่มนี้ อ่านแล้วสนุกมาก และสะดุดตากับชื่อหนังเรื่องนี้ "คนดีที่บ้านด่าน"

.......................................

ย้อนกลับไปสมัยข้าพเจ้ายังละอ่อน เป็นเฟรชชี่หน้าใส (ตอนนี้ก็เป็นบัณฑิตหน้าเหี่ยวไปตามระเบียบ) เพิ่งก้าวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย ตื่นตาตื่นใจและสนุกสนานกับทุกอย่าง

เพื่อนใหม่ (ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน)

สังคมใหม่ (สี่ปีที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เวลาในหัวใจเดินเร็วกว่านาฬิกาและปฏิทิน) 

กิจกรรมใหม่ (ห้องเชียร์ ละครคณะ มีตติ้งรุ่น มีตติ้งสี่ชั้นปี ลองทริป แอ๊คติ้งอะคูสติก เว้ย เยอะเกิ๊น พูดไม่หมด)

ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตใหม่ รวมทั้งกิจกรรมค่าย, ค่ายนิเทศ

.........................................

เย็นวันหนึ่ง ณ โต๊ะควาย หน้าใต้ถุนคณะนิเทศ

เฟรชชี่เก้าชีวิตรุ่น 39 นั่งหน้าตาเหรอหราอยู่กับพี่ผู้ชายผมยาวรุ่น 26 ดูเป็นวงสนทนาประหลาด บรรยากาศก็พิลึกพิลั่น

"ทำไมถึงอยากทำค่าย" พี่ผู้ชายผมยาวที่พวกเราเด็กน้อยคิดว่า หน้าตาพี่แม่งโคตรน่ากลัว โยนคำถามลงกลางวง

เก้าคำตอบ เก้าความคิด แตกต่างหลากหลาย

บางคนตอบว่า อยากเที่ยว บางคนตอบว่าเห็นพีท ทองเจือในโฆษณาโค้ก 555 บางคนตอบว่าอยากช่วยเหลือชาวบ้าน 

ข้าพเจ้าตอบว่า เพราะมีพ่อเป็นที่ปรึกษาสมัชชาคนจน การที่ข้าพเจ้ามีประสบการณ์ไปกินอยู่หลับนอน ณ สันเขื่อนปากมูนร่วมกับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการพัฒนาตั้งแต่ป.6 (พ่อกูฮาร์ดคอร์) ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าเข้ามหาวิทยาลัยกูจะไปค่ายแน่ๆ

ไม่ได้อุดมการณ์สูงส่งอะไร เพราะวันวัยนั้น เอาเข้าจริง ข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าอยากใช้เวลาสนุกสนานกับเพื่อนใหม่ที่โคตรจะเข้ากันได้ดียังกะรู้จักกันมาจากชาติที่แล้ว (อันนี้เว่อร์)

แต่คณะนิเทศ ไม่มีค่ายให้ข้าพเจ้าไป!!??!

ถ้าอยากไปต้องเป็นคนทำ คือทำให้ตัวเองและคนอื่นได้ไป??!!?

เจอเข้าแบบนี้เฟรชชี่ก็เอ๋อแดก

เพราะก่อนหน้านี้ค่ายนิเทศล้มลุกคลุกคลาน มีคนทำบ้างไม่มีคนทำบ้าง แต่มีรุ่นพี่คนหนึ่งเฝ้าปล้ำผีลุกปลุกผีค่ายอยู่ตลอด เพราะเชื่อจากหัวใจว่ากิจกรรมค่ายมีประโยชน์กับนิสิตชนชั้นกลางอย่างแท้จริง เชื่อว่าค่ายเป็นกิจกรรมเดียวที่ทำให้เด็กวัยรุ่นชาวกรุงได้สัมผัสโลกที่ไกลออกไปจากสยามและสามย่าน

พี่ผู้ชายผมยาวรุ่น 26 คนนั้นนั่นเอง

พี่เอฟคือพี่ผู้ชายคนนั้น, คือเจ้าของร้านเหล้า Moonshine Bar (ถ.พระอาทิตย์ เดินเลยร้านเฮมล็อกประมาณ 50 เมตร) และเจ้าของคำถาม "ทำไมถึงอยากทำค่าย"

เรื่องราวหลังจากนั้นคือสี่ปีต่อมาที่ข้าพเจ้าและผองเพื่อนผูกพันอยู่กับการทำค่ายนิเทศ

จากค่ายแรกที่อำเภอบ้านไร่ อุทัยธานี จนค่ายสุดท้ายในฐานะคนทำที่บ้านห้วยคุ เชียงราย สิริรวมแล้วข้าพเจ้าทำไปประมาณสิบค่าย

ประสบการณ์ชนิดนี้มีค่ากับชีวิตมากกว่าที่คิดว่าจะได้

ได้กินลูกอ๊อด(แหวะ) กินหนอน กินเก้ง กินกระต่าย

ได้เรียนรู้ถึงน้ำใจของผู้คนทั่วประเทศไทย

ได้รู้จักพูดคุยกับผู้คนที่ไม่ใช่คนสำคัญโด่งดัง ไม่ใช่คนที่โลกต้องจดจำ แต่ข้าพเจ้าก้มหัวคารวะคนเหล่านั้นได้สนิทใจ  

ได้รู้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยนั้นสลับซับซ้อน การที่คนชั้นล่างสุดของสังคมไม่เคยมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรคือจุดอ่อนที่รัฐบาลทักษิณทำให้เป็นจุดแข็งของตัวเอง

ได้รู้ว่ามีหมู่บ้านหนึ่งบนยอดดอยสูงไม่เอากองทุนหมู่บ้าน(ชาวบ้านแน่มากๆ บอกเลยดีกว่าว่าคือบ้านนาบง อ.บ่อเกลือ จ.น่าน)

ได้รู้ว่ามีด้านดีก็ต้องมีด้านหม่น โลกนี้เป็นสีเทาเสมอ...อย่างช่วยไม่ได้

หลังผ่านสิบค่าย ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรอย่างหนึ่งว่านิสิตไม่ได้ช่วยเหลือชาวบ้าน ชาวบ้านต่างหากที่ช่วยเหลือนิสิต

สนามวอลเล่ย์ ศาลาหมู่บ้าน ห้องน้ำ ห้องวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ไม่ได้ทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้นสักกี่มากน้อย

แต่การไล่จับลูกอ๊อดในลำห้วย การปลูกพริกกลางแดดจ้า การกินข้าวกับฟักทองต้ม ฯลฯ ต่างหากที่ทำให้ชีวิตนิสิตจากเมืองหลวงดีขึ้น เป็นคนเต็มคนมากขึ้น เข้าใจโลกและชีวิตตามจริงมากขึ้น 

 ................................

"แล้วทำไมพี่เอฟอยากทำค่าย" หนึ่งในเก้าเอ่ยขึ้นมาลอยๆ

"ตอนเด็กๆพี่ดูหนังเรื่องนี้ว่ะเฮ้ย คนดีที่บ้านด่าน เกี่ยวกับนักศึกษาไปออกค่าย พี่จำเรื่องไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าโคตรมันเลย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบวง ใครบางคนแซว

"จำเรื่องไม่ได้แล้วพี่เอฟรู้ได้ไงว่าโคตรมัน" "มีอยู่จริงป่าวเนี่ย หนังเรื่องนี้ พี่เอฟอุปโลกน์ขึ้นมาเองป่าว"

จนกระทั่งสี่ปีให้หลัง ไบโอสโคปเล่มนี้ทำให้ข้าพเจ้าหวนนึกถึงเรื่องราวเย็นวันนั้น

.......................................

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ชื่อนี้รับประกันคุณภาพได้ในระดับที่น่าพอใจ ผลงานในอดีตของคุณบัณฑิตกวาดทั้งเงินและกล่อง ไม่ว่าจะเป็น ซีรี่ส์บุญชู (2531-2538) กาลครั้งหนึ่ง เมื่อเช้านี้ (2537) อนึ่งคิดถึงพอสังเขป (2535) เป็นต้น แต่ไม่รู้ว่าทำไมผลงานช่วงหลังๆของแกถึงเจ๊งตลอด บางทีหนังไทยในแบบฉบับของบัณฑิต ฤทธิ์ถกลอาจจะพ้นสมัยไปแล้ว

แตเราเคยดู 14 ตุลา สงครามประชาชน จำได้ว่าชอบมาก (เราเป็นแฟนหนังสืออ.เสกอยู่แล้ว) คมคายได้ใจความ

ปี 2528 คนดีที่บ้านด่านออกฉาย เป็นปีที่เราเกิด จนถึงวันนี้เราก็ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ ไม่รู้จะหาดูที่ไหน

แต่ถ้าเราเป็นคุณบัณฑิต เราจะดีใจ

หนังเรื่องหนึ่ง

หนังสือเล่มหนึ่ง

เพลงเพลงหนึ่ง

ภาพวาดภาพหนึ่ง

รูปถ่ายรูปหนึ่ง

บทกวีบทหนึ่ง

หรือแค่วลีสั้นๆวลีหนึ่ง

หากสามารถผลักให้คนแม้เพียงหนึ่งคนออกเดินทาง

ไม่ว่าจะเดินทางออกไปข้างหน้าหรือเดินทางเข้ามาข้างใน

ก็นับว่าไม่เสียชาติแล้วที่เกิดมาเป็นศิลปิน

 

 

  

edit @ 19 Oct 2007 01:46:47 by IwalkTheLine

ตอนนี้กำลังชอบเพลง"หนุ่มพเนจร"มาก แต่ฉันเป็นสาวนะ ไม่ใช่หนุ่ม (เดี๋ยวมีคนมากวนตีนอีก ต้องพูดดักไว้ก่อน)เออ ทำไมไม่มีคนแต่งเพลง"สาวพเนจร"มั่งวะ?

ฟังเพลงนี้ในช่วงเวลาแบบนี้แล้วรู้สึกดีกับชีวิต ฟังแล้วใจเต้น นึกถึงบรรยากาศที่ผ่านมาในชีวิต นึกถึงค่ายนิเทศ นึกถึงปาย นึกถึงเชียงใหม่ นึกถึงแพร่ นึกถึงอะไรต่อมิอะไรเท่าที่ใจจะพาไปถึง

ฝันถึงวันข้างหน้า ฝันถึงช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง

ฝันถึงหลวงพระบาง

ฝันถึงวังเวียง

ฝันถึงเวียดนาม

หนาวนี้...พบกันที่อินโดจีน