Film

สืบเนื่องจากเอ็นทรี่ที่แล้ว ยังตกใจไม่หายเลยว่ะ 555

ส่วนอันนี้คืองานเขียนจริงๆ ของข้าพเจ้า งานที่ลงตีพิมพ์ในนิตยสารสุด Niche ที่พูดไปก็ไม่มีใครรู้จัก 555 ตอนนี้ออกมาเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ยังเขียนหนังสืออยู่ แต่ไม่ได้เป็นพนักงานประจำแล้วอ้ะ ใครมีงานให้ทำ ขอ! (ของานกันดื้อๆ อย่างนี้แหละวะ 555)

หนังมันอาจจะ Cliche และสูตรๆ ซ้ำๆ ไปบ้าง เพราะเขียนให้คนทั่วไปอ่านง่ะ จะไปเลือกหนังอาร์ตโคตรอาวองการ์ดแนวสุดขั้วที่มันสร้างแรงบันดาลใจให้เรา แต่คนอ่านเบลอ มึน งง แล้วเขียนมาด่าก็ไม่ไหวนะ เขียนคอลัมน์ในแม็กกาซีน (ที่ไม่ใช่แม็กกาซีนเฉพาะทาง) คือคำจำกัดความของพาณิชย์ศิลป์โดยแท้

10 หนัง สกช. (สร้างเสริมกำลังใจชีวิต)

These 10 will encourage you!

สมัยยังอยู่ชั้นประถม (ถ้าคุณอยู่ในเจเนอเรชั่นใกล้เคียงกับผู้เขียน) เราทุกคนต้องถูกบังคับให้เรียนวิชาที่มีชื่อย่อประหลาดๆ ราวกับคำใบ้ดาราในคอลัมน์บีบสิวของซ้อเจ็ด เช่น กพอ.ย่อมาจากการงานพื้นฐานอาชีพ สลน. (ย่อมาจากสร้างเสริมลักษณะนิสัย) หรือสปช. (ย่อมาจากสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) แต่จะมาสร้างเสริมนิสัยหรือประสบการณ์กันในนิตยสาร Videophile ก็คงจะไม่งาม เราเพียงแต่อยากจะนำเสนอหนังประเภทที่เราเชื่อว่ามันสามารถสกช. (ย่อมาจากสร้างเสริมกำลังใจชีวิต) เพราะเมื่อเดือนธันวาคมและการเฉลิมฉลองต่างๆ ผ่านพ้นไป ที่เหลืออยู่หลังปีใหม่ก็คือชีวิตที่ต้องลากจุดต่อไปข้างหน้า ช่วงเวลาสั้นๆ หลังความรื่นเริงอย่างสุดเหวี่ยง อาจทำให้เราได้กลับมาหยุดคิดและทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา หนังสือดีๆ สักเล่มหรือหนังดีๆ สักเรื่องอาจจุดไฟให้ชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อ และนี่คือ 10 หนังที่เราเชื่อว่าน่าดูหลังปีใหม่...เพื่อสร้างเสริมกำลังใจให้กับก้าวต่อไปของชีวิต

10.Talk To Her (Pedro Almodovar, 2002) แม้ไม่มีเธอ ชีวิตต้องเดินต่อไป

 

            นี่ไม่ใช่หนังจบสุข (Happy Ending) หนังสเปนเรื่องนี้จบเศร้า เศร้ากว่าที่คุณจะคาดคิดได้ แต่ในความเศร้านั้นยังมีความหวังอยู่ เปโดร อัลโมโดวาร์ เล่าเรื่องของ เบนิโญ่ บุรุษพยาบาลหนุ่มที่เฝ้าปรนนิบัติ อลิเซีย หญิงสาวที่เขาแอบรัก-เมื่อเธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา และเขาเป็นคนทำให้เธอตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล เพียงแต่เรื่องจริงนั้นไม่โรแมนติกเหมือนนิทาน เขารักเธอ, เขาดูแลเธออย่างดี, เขาทำให้เธอตื่นขึ้นมา แต่สุดท้ายโชคชะตากลับพาเธอไปเป็นของคนอื่น พล็อตเรื่องอาจจะมีลักษณะ Soap Opera และ Myth อยู่มาก แต่นั่นคือสไตล์ที่เป็นลายเซ็นของเจ้าป้าอัลโมโดวาร์ คุณอาจจะเสียน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้ แต่นั่นเป็นเพราะคุณรู้ดีว่าความรักอยู่รอบตัวเรา แม้เจ้าของความรักจะไม่อยู่ แต่ความรักของเธอหรือเขาจะทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป

 8-9.Before Sunrise & Before Sunset (Richard Linklater, 1995 & 2004) ทบทวนคืนวันและความฝันที่ผ่านเลย

 

            Before Sunrise คือหนังที่นักศึกษาและคนเริ่มทำงานทุกคนควรได้ดู Before Sunrise คือตำนานหนังอินดี้แห่งทศวรรษที่ 90 ผู้กำกับ ริชาร์ด ลิงเคเตอร์ ทำหนังด้วยนักแสดงเพียงสองคน เดินพูดกันทั้งเรื่องด้วยไดอะล็อกยาวเหยียด และมีฉากหลังเป็นเวียนนายามค่ำคืนที่สุดแสนจะโรแมนติก ว่าด้วยเรื่องของหนุ่มอเมริกันกับสาวยุโรปที่เจอกันบนรถไฟไปปารีส แต่ไปไม่ถึงปารีส เพราะดันกระโดดลงที่เวียนนาด้วยกันซะก่อน ทั้งสองคนใช้เวลาร่วมกันตลอดทั้งคืน เดินไปทั่วกรุงเวียนนา แลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับสังคม การเมือง ศาสนา เซ็กซ์ ชีวิต ปรัชญา ความรัก และความฝันถึงวันข้างหน้า ก่อนจะแยกจากกันในเช้าวันรุ่งขึ้น พร้อมคำสัญญาว่าอีก 6 เดือนจะมาพบกันที่เดิม ส่วน Before Sunset คือหนังที่คนวัยทำงานทุกคนควรจะได้ดู ตัวหนังเป็นภาคต่อของ Before Sunrise เล่าเรื่องอีก 9 ปีต่อมา ทั้งสองคนบังเอิญได้เจอกันในปารีส จากหนุ่มสาวนักศึกษากลายเป็นคนวัยทำงานอายุกลางสามสิบที่ต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง Before Sunset จึงเป็นคล้ายการรำลึกถึงอดีตอันอ่อนหวาน--ทบทวนคืนวันที่ผ่านมาในชีวิต รวมถึงความรักและความฝันในวัยเยาว์

 

7. Little Miss Sunshine (Jonathan Dayton and Valerie Faris, 2006) ขี้แพ้แล้วไง?

           หนังอินดี้อเมริกันสุดน่ารักเรื่องนี้ว่าด้วยครอบครัวจิตป่วง คุณพ่อเป็นวิทยากร How to ว่าด้วยบันได 9 ขั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คุณแม่ที่ใกล้เป็นบ้าเพราะต้องดูแลสมาชิกทุกคนในครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย พี่ชายเกย์ของเธอที่เพิ่งรอดตายจากการเชือดข้อมือสังเวยรักไม่สมหวัง, คุณปู่ตัวแสบที่ซื้ดโคเคนทั้งวันและพ่นคำหยาบไฟแลบ, ลูกชายคนโตที่อยู่ดีๆ ก็ไม่พูดกับใครจนกว่าจะสอบเข้าเป็นนักบินได้ และลูกสาวคนเล็กอ้วนตัวกลม ใส่แว่นตาหนาเตอะ แต่มีความฝันอยากเป็นนางงามเด็ก และทำให้ทั้งครอบครัวต้องเดินทางข้ามรัฐไปส่งเธอเข้าประกวด Little Miss Sunshine ด้วยรถโฟล์คกระป๋องที่ขับไปเสียไป แต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ทำให้พวกเขาได้ค้นพบคุณค่าของตัวเองและครอบครัว ที่แม้จะเป็นพวก “ขี้แพ้” แต่ก็มีความสุขและเชิดหน้าภูมิใจในตัวเองได้ หากมองโลกในแง่ร้าย นี่อาจจะเป็นแค่คำปลอบใจให้พวก Loser ทั้งหลาย แต่ถ้าคนหนึ่งคนสามารถยอมรับและมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองเป็น จะแพ้หรือชนะก็เป็นแค่เรื่องค่านิยมและมาตรฐานในการตัดสินของสังคมเท่านั้น ขี้แพ้แล้วไง (วะ)?   

6.My Bluberry Nights (Wong Kar-Wai, 2007) ความรักอยู่ที่เดิม   

  

            นี่คือหนังพูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับอินดี้ชาวฮ่องกงที่มีแฟนในเมืองไทยจำนวนมากอย่างคุณพี่หว่อง แฟนๆ ดั้งเดิมอาจจะแปลกใจที่หนังเรื่องนี้ของพี่ดูง่าย เข้าใจง่าย ซ้ำยังมีตอนจบแบบดูรู้เรื่อง ไม่ชวนงุนงงระคนสงสัยเหมือนที่ผ่านมา เส้นเรื่องของหนังนั้นบางเบาแต่แสนโรแมนติก ว่าด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินทางไปทั่วประเทศ เพราะต้องการลบเลือนบาดแผลจากความรักไม่สมหวัง แต่สุดท้ายก็พบว่าที่ที่เธอหันหลังให้ต่างหากที่มีคนที่รักเธอรออยู่ บางทีชีวิตก็เล่นตลกกับเราแบบนี้ เราเดินทางไกลแสนไกลเพื่อจะพบว่าความอบอุ่นแท้จริงแล้วอยู่ในสถานที่ที่เราเดินจากมา

 5.กอด (คงเดช จาตุรันต์รัศมี, 2008) ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้

            กอด หนังไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในปีที่กำลังจะผ่านไป เห็นแค่หน้าหนังอาจจะคิดว่าเป็นหนังรักธรรมดาเรื่องหนึ่ง แต่หนังพูดในเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่านั้น นอกจากประเด็นการเมืองเข้มข้นที่แฝงอยู่ ตัวละครสามแขนอย่างชายหนุ่มชื่อขวานและหญิงนมโตชื่อนา ต่างก็เป็นแค่คนบกพร่องเว้าแหว่ง ผู้พยายามมองหาใครสักคนที่จะมาเข้าใจและมองลึกลงไปในตัวตน-ข้ามพ้นความประหลาดที่มองเห็นด้วยตา หรือว่าในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนต่างก็เว้าแหว่งบกพร่อง-ไม่มากก็น้อย-และเฝ้ามองหาใครสักคนเหมือนขวานกับนา อาจจะเหมือนที่อังตวน เดอ แซงเต็ก-ซูเปรี เขียนไว้ในวรรณกรรมอมตะอย่าง เจ้าชายน้อย “เราจะเห็นอะไรได้ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา” และ “กอด” ได้บอกกับเราว่าความงดงามบางประการของการมีชีวิตอยู่ก็คือ การได้พบกับคนที่มองเห็นเรา...ด้วยหัวใจ

 

4.Children of Heaven (Majid Miajidi, 1997) ได้ที่สาม...ชนะ

 

            หนังเด็กจากอิหร่านเรื่องนี้จรรโลงหัวใจคนดูให้อิ่มเอิบซาบซึ้งไปกับความต้องการในชีวิตแบบ “เด็ก” เมื่อพี่ชายนำรองเท้าคู่เดียวของน้องสาวไปซ่อม และบังเอิญทำมันหายระหว่างทาง ทั้งสองคนต้องช่วยกันปิดพ่อแม่ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าพ่อคงไม่มีเงินซื้อคู่ใหม่ให้เธอ สองพี่น้องต้องผลัดกันใส่รองเท้าที่เหลืออยู่คู่เดียว ทำให้พี่ชายต้องสมัครเข้าแข่งวิ่งที่มีรางวัลที่สามเป็นรองเท้า และแน่นอนเป้าหมายของเด็กชายคือที่สาม-ไม่ใช่ที่หนึ่ง แม้จะตั้งใจหรือก็ไม่ก็ตาม ผู้กำกับมาจิด มาจิดี ก็ทำให้คนดูได้ตระหนักว่าบางทีชีวิต-ก็อาจไม่ต้องการอะไรมากกว่ารองเท้าคู่เดียว และบางทีชีวิต-อาจไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งเสมอไป

3.Amelie (Jean-Pierre Jeunet, 2001) ยินดีต้อนรับสู่โลกสีลูกกวาด

 

            ผู้กำกับ ฌอง-ปิแอร์ เฌอเน่ต์ บรรจงเปลี่ยนเมืองปารีสให้กลายเป็นเมืองสีหวานในสายตาสาวช่างฝันอย่าง อาเมลี แม้ความจริงโลกจะเศร้าหมองโหดร้ายอย่างไร แต่โลกของอาเมลีนั้นสวยงามเสมอ เธอมีความสุขกับการเฝ้าสังเกตผู้คน และคอยให้ความช่วยเหลือใครต่อใครในแบบของเธอ กับสถานการณ์และโลกที่เป็นอยู่นี้ หากใช้วิธีคิดแบบอาเมลีก็คงจะทำให้ชีวิตรื่นรมย์ขึ้นไม่น้อย เมื่อโลกไม่เปลี่ยน เราอาจเป็นฝ่ายต้องเปลี่ยนสายตาที่มองโลก มิเช่นนั้น เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงแสนหดหู่ว่าแท้แล้วโลกนั้นเป็นสีเทา

2.Love Actually (Richard Curtis, 2003) Love Actually is All Around.

            นี่คือหนังเรื่องโปรดของใครหลายคน Love Actually ว่า ด้วยความรักและความสัมพันธ์ของผู้คนหลากหลายที่ต่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน อยู่และมีบทสรุปในวันคริสต์มาสร่วมกันตามสไตล์ของพล็อตหนังแบบหลายชีวิต Love Actually เปิดเผยให้เห็นด้านต่างๆ ของคำว่ารัก ซึ่งมีทั้งความหวานความขม ความสดใสความหม่นหมอง ความอบอุ่นความอ้างว้าง Love Actually จะทำให้ความรักทุกรูปแบบของคุณกลับมาสว่างไสวในความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมหนังรักเรื่องนี้ถึงประทับอยู่ในใจใครต่อใคร และเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรจะเปิดหนังเรื่องนี้ดูอีกครั้งแม้ว่าจะเคยดูไปแล้วก็ตาม      

1.The Motorcycle Diaries (Walter Salles, 2004) ซิ่งมอไซค์ไล่ความฝัน

 

            คงไม่มีใครไม่รู้จัก เช เกวารา ชายผู้ซึ่งมีใบหน้าปรากฏอยู่บนเสื้อยืดและบังโคลนรถบรรทุกทั่วโลก แต่นอกจากจะมีใบหน้าอยู่บนสองสิ่งข้างต้น นี่คือผู้ชายที่เคยพลิกโลกของชาวคิวบาให้เปลี่ยนองศาการหมุน นี่คือผู้ชายที่เคยเป็นศัตรูลำดับต้นของอเมริกาในยุคสงครามเย็น-จนซีไอเอต้องวางแผนสังหาร นี่คือผู้ชายที่เป็นคล้ายสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ และนี่คือผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวทั่วโลก The Motorcycle Diaries คือบทบันทึกชีวิตในวัยหนุ่มของเช เมื่อนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย เออร์เนสโต เกวารา ตัดสินใจเดินทางทั่วทวีปอเมริกาใต้กับเพื่อนหนุ่ม อัลเบอร์โต กรานาโด ด้วยรถมอเตอร์ไซค์คันเก่า ความยากจน การเอารัดเอาเปรียบ และความอยุติธรรมในสังคมที่เขาได้พบระหว่างการเดินทาง ได้เปลี่ยนชีวิตของชายหนุ่มไปตลอดกาล หนังเรื่องนี้อาจเป็นเพียงแค่โร้ด มูฟวี่ ธรรมดา แต่เรื่องราวเบื้องหลังนั้นมีพลังระดับสร้างแรงบันดาลใจมหาศาล The Motorcycle Diaries กระตุ้นให้คนหนุ่มสาวออกเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต, ยื่นมือออกไปสัมผัสกับผู้คนที่อยู่นอกโลกใบเดิมของเรา และตระหนักในหน้าที่หนึ่งอันสำคัญ เพราะหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงโลกนั้น...ยังคงเป็นภารกิจของคนหนุ่มสาวในทุกยุคสมัย

 

หมายเหตุ เพิ่งได้ดู The Motorcycle Diaries ก่อนปีใหม่ (เชยจัง) หนังยาว ยืดเยื้อ น่าเบื่อ ฉากไคลแม็กซ์ในองก์ 3 ก็จงใจ๊ จงใจไปป่ะคะ แต่ดูจบแล้วน้ำตาซึม และยังคงติดอยู่ในใจจนกระทั่งตอนนี้ ทั้งที่ตีมของหนังก็ cliche จังเลย   "มนุษย์กับอุดมคติในชีวิต" แต่อยากให้ Gen Y ผู้แสนสับสนทุกคนได้ดู...นะจ๊ะ มันอาจจะไม่มีคำตอบหรือแม้กระทั่งคำถามอยู่ในหนัง แต่มันทำให้เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า   

 

 

 

edit @ 25 Jan 2009 20:59:33 by IwalkTheLine

edit @ 25 Jan 2009 21:10:08 by IwalkTheLine

edit @ 25 Jan 2009 21:12:49 by IwalkTheLine

edit @ 25 Jan 2009 21:13:57 by IwalkTheLine

edit @ 25 Jan 2009 21:16:41 by IwalkTheLine

ว่าเล่าเรื่องลาว แต่ทำไมช่วงนี้งานเยอะเสียจริต ขอแปะไว้ก่อน

จากหนังรักฝั่งอังกฤษถึงหนังรักว่าด้วยเพลงรักจากอังกฤษ

 

 

Love, Love, LoveAll you need is love, Love is all you need 

สร้อยเพลงที่คุ้นหูและโด่งดังมากที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเพลงป๊อปดังขึ้นในฉากงานแต่งงานของปีเตอร์และจูเลียต ต้นเสียงนำร้องเพลงคือมาร์ค เพื่อนรักของปีเตอร์ ชายหนุ่มที่จูเลียตเข้าใจว่าเขาไม่ชอบหน้าเธอ 

Love, Love, LoveAll you need is love, Love is all you need 

สร้อยเพลงที่คุ้นหูและโด่งดังมากที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเพลงป๊อปดังขึ้นในฉากที่จู๊ดและลูซี่ หนุ่มอังกฤษกับสาวอเมริกันได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ต้นเสียงนำร้องเพลงคือจู๊ด หนุ่มอังกฤษสุดหล่อจากลิเวอร์พูล

 

ฉากแรกนั้นปรากฏอยู่ในหนังรักสุดประทับใจสัญชาติอังกฤษ Love Actually ที่ใครหลายคนยกให้เป็นหนังประจำเทศกาลคริสต์มาสไปแล้ว

ส่วนฉากหลังปรากฏอยู่ในหนังรักอย่าง Across The Universe ที่ผู้กำกับหญิง จูลี่ เทย์มอร์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงของวงจากเกาะอังกฤษ ตำนานของโลกดนตรีอย่าง The Beatles

 

Love Actually ว่าด้วยความรักและความสัมพันธ์ของผู้คนหลากหลายที่ต่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่และมีบทสรุปในวันคริสต์มาสร่วมกันตามสไตล์ของพล็อตหนังแบบหลายชีวิต Love Actually เปิดเผยให้เห็นด้านต่างๆของคำว่าความรักซึ่งมีทั้งความหวานขม ความสดใสหม่นหมอง ความอบอุ่นอ้างว้าง 

ไม่ว่าจะเป็นความน่ารักของของหนุ่มน้อยวัยเก้าขวบที่เพิ่งเคยตกหลุมรักครั้งแรก

ไม่ว่าจะเป็นความรักข้ามภาษาของหนุ่มนักเขียนกับสาวโปรตุกีสที่ทำให้คนดูต้องเอาใจช่วยลุ้นจนตัวโก่ง

ไม่ว่าจะเป็นความรักของนายกรัฐมนตรีหนุ่มจอมเฟอะฟะกับสาวแม่บ้านประจำทำเนียบ

ไม่ว่าจะเป็นความรักและมิตรภาพแน่นแฟ้นยาวนานของนักร้องเพลงร็อคตกอับสุดปากหมากับผู้จัดการของเขา

ไม่ว่าจะเป็นความรักของหนุ่มอังกฤษจอมลามกที่เชื่อว่าตัวเองย้ายไปอเมริกาแล้วจะได้ฟันสาว

ไม่ว่าจะเป็นความรักของสาวออฟฟิศที่เลือกพี่ชายออทิสติกแทนหนุ่มหล่อที่เธอแอบปิ๊งมานาน

ไม่ว่าจะเป็นความรักของหนุ่มรักคุดที่แอบรักแฟนเพื่อนและทำได้เพียงไปยืนเปิดป้ายบอกรักเธอในวันคริสต์มาส

ไม่ว่าจะเป็นความรักของคู่รักวัยกลางคนที่ฝ่ายหญิงพบว่าฝ่ายชายปันใจให้คนอื่น เพลง Both Sides Now ของ Joni Mitchell ที่เปิดขึ้นมาในช่วงนี้อาจทำให้หลายคนน้ำตาร่วงได้ง่ายๆ 

จนคนดูอดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์ของตัวเองเข้ากับเรื่องราวในหนัง และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหนังรักเรื่องนี้ถึงประทับอยู่ในใจใครต่อใคร   

ส่วน Across The Universe คือหนังรักสัญชาติอเมริกันวิช่วลจัดจ้านที่มีฉากหลังเป็นสงครามเวียดนาม, ยุคบุปผาชนและเพลงของสี่หนุ่มจากลิเวอร์พูลผู้ซึ่งกลายเป็นตำนานตลอดกาล ผู้กำกับหญิงจูลี่ เทย์มอร์ได้รับแรงบันดาลใจในการทำหนังเรื่องนี้มาจากบทเพลงของ The Beatles ผู้เป็นดังไอคอนหนึ่งของยุคซิกส์ตี้ส์ร่วมกับ Bob Dylan และ The Rolling Stones

 

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าพัฒนาการของตัวละครในเรื่องอย่างจู๊ดและลูซี่ก็เป็นไปตามพัฒนาการของบทเพลงในยุคต่างๆของสี่เต่าทอง เห็นได้ชัดเจนจากลำดับการเลือกเพลงมาใช้ในเรื่อง หนังเปิดเรื่องด้วยเพลงรักหวานใสอย่าง Hold Me Tight, All My Loving, I Want To Hold Your Hand ซึ่งก็คือเพลงรักเนื้อหากุ๊กกิ๊กดนตรีฟังง่ายสบายหูสบายใจในช่วงอัลบั้มแรกๆของ The Beatles นั่นเอง ก่อนที่ตัวละครทั้งคู่จะเหยียบย่างเข้าสู่การ Coming of Age พบเจอการสูญเสียการจากพรากและความปวดร้าวในเพลง Let It Be  

 

และก้าวต่อไปของทั้งคู่ก็คืออุดมคติในชีวิตแบบ Beatnik และ Hippies หันหลังให้การศึกษา ต่อต้านชีวิตในระบบของผู้ใหญ่ ประท้วงสงครามเวียดนาม และเริ่มใช้ยาเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของคนหนุ่มสาวแห่งยุคซิกส์ตี้ส์ผู้ถือเสรีในการดำรงชีวิต  

อย่างเช่นที่เคยกล่าวว่าพัฒนาการของตัวละครนั้นควบคู่ไปกับพัฒนาการของเพลงประกอบ บทเพลงที่ใช้ในช่วงนี้จึงกลายเป็นบทเพลงไซเคเดลิก (Psychedelic) อย่างเพลง A Day in the Life, I Am the Walrus, Lucy in the Sky with Diamond ซึ่งเชื่อกันว่าซาวด์หลอนๆล่องลอย, เนื้อหาเพลงที่ดูมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าต้องการจะสื่อสารอะไร, แสงสีจัดจ้าแสบตาที่เป็นภาพแทนของดนตรีแนวนี้คือการสะท้อนช่วงเวลาที่ล่องลอยอยู่ในฤทธิ์ของยาเสพติดอย่างกัญชาและ LSD (มีเรื่องเล่าอยู่ว่าเพลง Lucy in the Sky with Diamond คือตัวย่อของคำว่า LSD ซึ่งเรื่องนี้จอห์น เลนน่อนปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ว่าเขาเพียงเห็นจู๊ด ลูกชายวาดรูปจึงนำมาแต่งเป็นเพลง)

 

 

ตัวละครทั้งคู่เข้าสู่จุดขัดแย้ง เมื่อลูซี่เข้าร่วมขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนามหัวรุนแรง การเรียกร้องสันติภาพเสรีภาพโดยคนหนุ่มสาวนี้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจอย่างยิ่งในช่วงยุคซิกส์ตี้ส์ต่อยุคเซเว่นตี้ส์ เพราะเป็นความเคลื่อนไหวทางสังคมของคนหนุ่มสาวที่เกิดขึ้นคล้ายกันในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยในกรณี 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ด้วย

 

เช่นกัน บทเพลงของ The Beatles ในช่วงเวลานั้นก็เป็นรอยต่อระหว่างท่วงทำนองแบบไซเคเดลิกกับดนตรีเพรียกหาสันติภาพอย่าง While My Guitar Gently Weeps, Revolution, Happiness is A Warm Gun ไปจนถึง Across the Universe ซึ่งดนตรีเรียกร้องสันติภาพแบบนี้ได้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าอย่างถาวรของจอห์น เลนน่อน แม้กระทั่งในช่วงที่ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง

 

 

จู๊ดและลูซี่แยกจากกันไป และเมื่อทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง บทเพลงนี้ก็ดังขึ้นในฉากจบของเรื่อง เป็นคล้ายข้อสรุปของทั้งโลกและชีวิต

 

All you need is love, Love is all you need

 

 

edit @ 7 Mar 2008 02:42:53 by IwalkTheLine

เฮ้ย สปอยล์นะจ๊ะ แต่หนังมันก็ไม่ได้ซ่อนเงื่อนอะไรขนาดนั้น น่าจะอ่านได้นะ

กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคงเดช จาตุรันต์รัศมีไปแบบงงๆ ตามดูหนังทุกเรื่อง(ในโรง)ทั้งในฐานะผู้กำกับและคนเขียนบท ตามฟังเพลงสี่เต่าเธอทุกอัลบั้ม ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแฟนคลับ แต่ทำไมอยู่ดีๆถึงเป็นก็ไม่รู้

กอดคือภาพยนตร์ลำดับที่สามของคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ทำเป็นแต่หนังแอ๊บแบ๊วเหมือนผู้กำกับบางกลุ่ม (เอ๊ะ กูไปยุ่งอะไรกะเค้าอ้ะ) หนังของคงเดชสองเรื่องที่ผ่านมาว่าด้วยการก้าวข้ามผ่านวัยทั้งสิ้น เรื่องแรก สยิว ว่าด้วยความพยายามของทอมสาวที่จะเขียนเรื่องโป๊ให้ดีกว่าหนุ่มพลังม้า คู่แข่งตัวฉกาจ เรื่องที่สอง เฉิ่ม ว่าด้วยความรักสีหม่นของคนขับแท็กซี่กะดึกและหมอนวดสาว หนังสองเรื่องนั้นไม่ได้ลงตัวสมบูรณ์แบบ แต่มันได้ทำหน้าที่บันทึกภาพสังคมไทยร่วมสมัยไว้อย่างน่าสนใจ

สยิวบันทึกภาพการก้าวข้ามผ่านวัยของสังคมไทยในช่วงก่อนพฤษภาทมิฬที่ผู้คนเลือกใช้สื่อประเภทน้ำเน่า เช่นละครหลังข่าว หนังสือโป๊ และเพลงแดนซ์ยุคสิงสาราสัตว์ (แมงมุม, มนุษย์ค้างคาว, เสือฯลฯ) ในการหลบหนีโลกแห่งความเป็นจริงและการเมืองที่พายเรือวนอยู่ในอ่างกับการรัฐประหารของรสช.ส่วนเฉิ่มบันทึกภาพสังคมไทยช่วงหลังฟองสบู่แตก ทุกคนหล่นจากภาพลวงตาลงมาอยู่กับความเป็นจริงที่ขมขื่น แรงงานไร้ฝีมือเพศชายกลายเป็นคนขับแท็กซี่ เพศหญิงกลายเป็นคนขายบริการ คงเดชยังคงสร้างโลกเฉพาะขึ้นมาในหนังของเขา แต่คราวนี้เป็นโลกฝันที่หยุดเวลาไว้ในห้วงอดีต เป็นโลกของคนขับแท็กซี่ชื่อ สมบัติ ดีพร้อมที่มีสุนทราภรณ์คอยปลอบประโลม

มาคราวนี้ในกอดคงเดชพยายามบันทึกภาพของความลักลั่นและความพยายามจะอยู่ร่วมกันของสังคมไทยในยุค Post-Coup d’etat ซึ่งเต็มไปด้วยความเห็นแย้งแตกต่างอย่างแหลมคมที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญมาก่อน

กอด ว่าด้วยเรื่องของผู้คนเว้าแหว่งขาดวิ่นอย่างขวานชายสามแขนและนาหญิงนมโต ผู้พยายามค้นหาพื้นที่ซึ่งชีวิตของตนจะมีความหมายและได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผ่านการเล่าในรูปแบบของหนัง Road Movie การเดินทางไปตัดแขนกับการเดินทางไปหาคนรักมาพบกันในฐานะการค้นหาตัวตนของคนบกพร่อง ระหว่างทางทั้งสองพบผ่านเหตุการณ์สารพัดที่ยิ่งตอกย้ำความเป็นคนทั้งคู่ในสถานะของความแปลกแยก (Alienation) คล้ายพัฒนาการของสังคมไทยในยุคโลกาภิวัตน์/หลังรัฐประหารที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งหลายรูปแบบที่จัดหมวดหมู่ยากและมีความลักลั่นมากขึ้นทุกที การค้นหาพื้นที่ที่ทุกชีวิตทุกความเห็นจะมีความหมายและอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสมเป็นบทเรียนต่อไปที่สังคมไทยจำต้องเรียนรู้ในความเปลี่ยนแปลงนี้  

"กอด"เป็นมากกว่าหนังรักโรแมนติกของชายหนุ่มหญิงสาว เป็นเช่นหนังสองเรื่องที่ผ่านมาของคงเดช เป็นการสะท้อนภาพสังคมไทยในสายตาคนทำหนัง เป็นความพยายามของชนชั้นล่างที่จะค้นหาพื้นที่ที่ตัวตนของมนุษย์คนหนึ่งจะมีความหมายและได้รับการยอมรับในฐานะของคนที่เท่าเทียมกัน 

กอดเป็นหนังการเมืองในทัศนคติของข้าพเจ้า กอดสามารถสะท้อนวุฒิภาวะระดับต่ำในการจัดการความแตกต่างของสังคมไทย ที่ใช้วิธีจัดหมวดหมู่ แยกประเภท และตีตราไม่ให้เข้าพวก การเดินทางของคนตัวเล็กๆสองคนที่ถูกนิยามว่าประหลาด คือการดิ้นรนเพื่อพื้นที่ในสังคมของคนยากคนจน คนธรรมดาที่ไม่มีราคาหรือต้นทุนทางสังคมเป็นพิเศษ แต่ต้องการยืนยันในความมีตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง   

 

 

สังคมไทยในยุคกระแสโลกาภิวัตน์/หลังรัฐประหารต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการที่มีความซับซ้อนย้อนแย้ง ที่ปรากฏในหนังคือประเด็นแรงงานต่างด้าว การโยกย้ายของแรงงานในฐานะปัจจัยการผลิต (ต้องทำความเข้าใจก่อนว่านี่คือการพูดตามหลักการของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก) เป็นเรื่องปกติคล้ายการโยกย้ายทุนในโลกไร้พรมแดน แต่สังคมไทยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในข้อนี้ได้ไม่ดีนัก แทนที่จะยอมรับความเป็นไปแท้จริงว่าการแข่งขันในปัจจุบันต้องการแรงงานราคาถูกไร้ฝีมือมาเกื้อหนุนการผลิต กลับใช้วิธีปากว่าตาขยิบ ไม่ยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในระบบเศรษฐกิจไทย ต้องการใช้แรงงานในฐานะปัจจัยการผลิต แต่ไม่ยอมรับแรงงานข้ามชาติในฐานะความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวราวกับพวกเขามาจากต่างดาว ใช้การแบ่งแยกตีตรา (Alienate) -แบบเดียวกับที่ขวานและนาถูกตีตราว่าเป็นไอ้สามแขนและอีนมโต- เป็นที่มาของการขุดผีกระแสคลั่งชาติล้าหลังประเภทพม่ายึดมหาชัย นี่คือความลักลั่นในปัญหาแรงงานข้ามชาติที่จะสามารถแก้ไขได้ถ้ารัฐไทยและคนไทยมีความซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

 

อีกประเด็นที่แหลมคมและชัดเจนอย่างยิ่งในหนังของคงเดชเรื่องนี้คือ การดิ้นรนค้นหาพื้นที่ของคนตัวเล็กๆ/คนประหลาดที่ต้องการยืนยันความมีตัวตนของตัวเอง สังคมไทยในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยาต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่แหลมคมชนิดที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งออกเป็นสองฝักสามฝ่ายอย่างชัดเจน ทั้งพวกรักทักษิณ พวกเกลียดทักษิณจนสามารถยอมรับรัฐประหาร หรือพวกสองไม่เอา ไม่เอาทักษิณและไม่เอารัฐประหาร แต่หากเราก้าวผ่านมันไปได้ มันจะเป็นการเติบโตทางวุฒิภาวะครั้งใหญ่ของเรา เหมือนในหนังเรื่องกอด คนชายขอบ/คนประหลาด/คนชั้นล่างถูกกันออกจากการมีส่วนร่วมในสังคม เสียงของพวกเขาไม่มีใครได้ยิน ต้องดิ้นรนกันไปตามลำพังเพื่อมีชีวิตอยู่และได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เหมือนที่เสียงของคนจนในชนบทถูกคนชั้นกลางในกรุงเทพฯประณามว่าเป็นเสียงของคนโง่ โดนทักษิณหลอก ซื้อได้ด้วยเงิน เปรียบเปรยกับตัวละครในหนัง หากตัวละครอย่างขวานและนามีคนยอมรับในความเกินของเขา มองทั้งสองคนในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่มองแค่แขนหรือนม ไม่ตีตราทั้งสองว่าเป็นไอ้/อีตัวประหลาด ทั้งสองคงไม่ต้องออกเดินทางตามหาส่วนเว้าแหว่งบกพร่องในจิตใจเพื่อจะมาชดเชยในความประหลาดที่เกินออกมา สุดท้ายแล้วแม้ทั้งคู่จะกลายเป็นคนแพ้ ขวานต้องยอมตัดส่วนเกินออก ส่วนนาก็ต้องซัดเซพเนจรกลับบ้านอย่างหมดรูป แต่ผู้กำกับยังปรานีคนดูด้วยการให้คนเกินๆทั้งสองได้รักกัน ทำให้รู้สึกว่าชีวิตยังพอมีหวังอยู่บ้าง     

กอดเป็นการตามหาเพื่อก้าวข้ามผ่านวัย ตัวละครทั้งสองเป็นดักแด้ที่หลุดออกจากเปลือก กระพือปีกกลายเป็นผีเสื้อ ขวานและนาตามหาพื้นที่หรือซอกมุมที่จะได้ยืนหยัดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ขวานและนาไม่พบพื้นที่ที่ว่าในสังคม แต่ได้พบมันในหัวใจของมนุษย์อีกคนหนึ่ง และนี่คงเป็นความงามบางประการของการมีชีวิตอยู่ 

ป.ล.๑ เอาเพลงประกอบไปฟัง เพราะมาก "จับมือฉัน" อภินันทนาการจากพี่แป๊ด 

 

ป.ล.๒ ช่วยกันไปดูหน่อยดิ ได้ข่าวว่าได้แค่สี่ล้านเอง โห สงสารคงเดชว่ะ หนังอาจจะช้าๆหน่อย แต่ลองเปิดใจรับ message ที่ผกก.ต้องการสื่อสาร แล้วมาช่วยกันตีความหน่อย มาแลกเปลี่ยนกัน  

edit @ 7 Mar 2008 02:33:31 by IwalkTheLine