Books

ช่วงนี้บล็อกจะคล้ายๆ ไดเด็กม.ต้นนิดนึง เพราะชีวิตมีเรื่องให้หมกมุ่นอย่างแสนสาหัส

ปีนี้จะ 24 แล้ว อีก 8 เดือน โอ้ว แก่จนน่ากลัว เลข 24 เป็นอะไรที่น่าสยดสยองมากกกกกกก

โดยเฉพาะคนอายุ 24 ที่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่างเดียว ชีวิตที่ผ่านไปทุกวันแม่งโคตรน่ากลัววววว

มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้หมายถึงทรัพย์สมบัติ หมายถึง the right way อ่ะนะ

เห็น a day 100 แล้ว นึกขึ้นได้มี a day 1-27 สภาพดีทุกเล่ม หลังจากนั้นก็เลิกซื้อไป ยืนอ่านบ้างตามร้านหนังสือและของคนอื่น

Bioscope มีครบทุกเล่ม ตั้งแต่เล่มซีร็อกซ์ปกวิศิษฎ์ ได้มาจากงานแฟต 1 ตอนนั้นอยู่ม.5 โอ้วววว เวลาผ่านไปขนาดนี้แล้วอ่ะ?

เนี่ยแหละ ข้าวของที่มีเป็นชิ้นเป็นอันในชีวิต 555

Wishlists ในชีวิตไม่อาจเปิดเผยได้ อายคน

แต่ Wishlists หนังสือ 2009 จะเปิดใจให้ชม ณ ตรงนี้

1.เงาสีขาว-แดนอรัญ แสงทอง

ซื้อมาตั้งแต่สัปดาห์หนังสือ โหดเหี้ยมทารุณมาก ไม่เคยอ่านหนังสืออะไรที่ต้องใช้พลังงานเยอะขนาดนี้มาก่อน มูราคามิยังแพ้ยับเยิน อ่านแล้วทุรนทุรายน่าดู เหนื่อย แต่อยากอ่านให้จบ

2.เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน-ใบพัด

อ่านฟินแลนด์ไม่มีแขน ซื้อจากร้าน iBerry เชียงใหม่ สนุกมั่ก อ่านแล้วขำก๊ากออกมาเลย ชอบใบพัด เด็กติ๋มที่คูลที่สุดในประเทศไทย (เว่อร์เนาะ)

3.Love in Time of Cholera-Gabriel Garcia Marquez

มีแปลบ่? ข้อยอยากอ่าน เคยอ่าน 100 ปีแห่งความโดดเดี่ยวตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตสาว ตอนนี้อยากอ่านอันนี้

4.ของสฤณี อาชวานันทกุล ทุกเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน

ชอบ อ่านแล้วมีพลังใจอยากทำดีแบบ alternative เกี่ยวมั้ย?? คืออ่านแล้วรู้สึกดีว่ายังมีผู้คนอีกมากมายในโลกนี้ที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น

5.พวกวรรณกรรมอมตะของโลกทั้งหลาย พี่น้องคารามาซอฟ เหยื่ออธรรม สามก๊ก ดอน กีโฮเต้ อะไรประมาณนั้น เห็น Penquin Book พิมพ์เป็นเล่มบางๆ อยู่หลายเล่ม แต่เป็นภาษาอังกฤษอ่ะนะ

6.ของกนกพงศ์ สงสมพันธ์ เล่มอื่น

อ่านแผ่นดินอื่น กับบันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร ไปแล้ว อ่านแล้วรู้สึกรุนแรงมาก ฉากปรากฏตรงหน้า ตัวละครมีลมหายใจ ต้นไม้ใบหญ้ามีชีวิต กนกพงศ์เค้าทำได้ไง????

ตอนนี้นึกออกแค่นี้ล่ะ นึกได้จะมาเพิ่ม

หนังสือที่ชอบมากของปีที่แล้ว

1.ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ-อนุสรณ์ ติปยานนท์

โรแมนติก หวาน ลึกลับ ชวนให้ค้นหา มูราคามิเมืองไทย

2.ชาติ ศาสนา ซาซิมิ-ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

สุดยอด ท็อปฟอร์มเสมอ ทำไมเรามักจะเจอคำตอบในหนังสือที่เขาเขียน หลายเดือนแล้วไปรอเพื่อนที่คิโนะ พารากอน อ่านฟูลสต็อปจบไปทั้งเล่ม! ประทับใจ ตัวหนังสือของภิญโญเป็นคำตอบในชีวิตให้เจนวายผู้สับสนวกวนได้เสมอ ชาติ ศาสนา ซาซิมิ อาจจะไม่ใช่สไตล์นั้น แต่มันเจ๋ง มันคูล มันทำให้เห็นความเชื่อมโยงของโลกทั้งใบในนาทีนี้ 

3.แผ่นดินอื่น

กนกพงศ์เป็นสุดยอดนักเขียนคนหนึ่งของโลก น่าเสียดายที่อายุสั้น

 

ถึงคุณ, มูราคามิ

posted on 13 Sep 2007 14:55 by iwalktheline in Books

*** นี่ไม่ใช่รีวิวหรือวิพากษ์หนังสือนะ เป็นการบอกเล่าความรู้สึกส่วนตัวของเราที่มีต่อหนังสือเล่มนี้เท่านั้น บังเอิญว่าน้องเมอร์เข้ามาคอมเม้นท์เอ็นทรี่ก่อนโน้นด้วยประโยคจากหนังสือเล่มนี้ไง

ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ ความทรงจำเหนือจริงบางประการเกี่ยวกับการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจะฟุ้งขึ้นมาครอบครองพื้นที่ในจิตใจ

ความทรงจำเหนือจริงบางประการเกี่ยวกับอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจะล่องลอยขึ้นมาครอบคลุมบรรยากาศรอบตัว

ไม่รู้ชัดว่าเป็นเพราะอิทธิพลของเสียงซีตาร์หรือเป็นเพราะว่าตัวหนังสือของมูราคามิ...

ก่อนมาถึง Norwegian Wood ข้าพเจ้าผ่านการผจญภัยในไตรภาคมุสิก(สดับลมขับขาน Hear the wind sing, Pinball 1973, แกะรอยแกะดาว The Wild Sheep Chase) มาโดยไม่มีส่วนใดในร่างกายชำรุดเสียหาย

หยิบ "ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย" ขึ้นมาอ่านโดยไม่รู้มาก่อนเลยว่าจะถูกคุณลุงชาวญี่ปุ่นกระทำชำเรายับเยิน...ที่หัวใจ

ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยทะนงตนเสมอว่าเป็นคนอ่านหนังสือเร็วและจับใจความได้แม่นยำ แต่ฮารุกิ มูราคามิปล่อยหมัดน็อกใส่ข้าพเจ้าตั้งแต่เล่มแรกของไตรภาคมุสิก

"โอ๊ย หนังสือเชี่ยไรเนี่ย เส้นเรื่องอยู่ไหนวะ ไอ้ห่า แล้วประเด็นของแม่งคือไรวะ แสดดดด"

จำได้ว่าอ่านไปด่าไปพลางแช่งคนเขียนให้ไปลงนรก 555

แต่ไม่รู้ว่าทำไมต้องซื้อพินบอล 1973 มาอ่านต่อทั้งที่คิดว่าคนเขียนมันบ้า หรือมูราคามิแกเล่นไสยศาสตร์ หงส์ร่อนมังกรรำใส่หนังสือ อันนี้อุบาทว์

จนมาถึง Norwegian Wood วันที่ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเล่มนั้นข้าพเจ้าอายุ 19 ปี

ช่วงชีวิตตอน 19 หรือ 20 เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิต บุคลิกเฉพาะตัวจะก่อตัวขึ้นมาในช่วงนี้ หากปล่อยให้ภาพนั้นบิดเบี้ยวเสียรูปร่าง ภาพนั้นจะตามหลอนคุณ

ตอนนี้ข้าพเจ้าอายุ 22 แล้วแต่พิมพ์ประโยคนี้ไปยังรู้สึกใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

ยิ่งอ่านยิ่งเศร้ายิ่งอ่านยิ่งจมลึก ต้องยอมรับประการหนึ่งว่าหนังสือของมูราคามิทำให้คนหมกมุ่นกับตัวเอง นาทีนั้นมันทำให้ข้าพเจ้าเฝ้าครุ่นคิดถึงชีวิตและวันเวลาของตัวเอง นาทีนี้มันทำให้ข้าพเจ้าเฝ้ารำลึกถึงวันเวลาในช่วงนั้น

วัยหนุ่มสาวนั้นหอมหวานและทุกข์ทรมานไปพร้อมๆกัน

เรามองโลกสดใส เพื่อจะพบว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เราตกหลุมรัก เพื่อจะรู้จักความเจ็บปวด

เราตั้งคำถาม เพื่อจะตามหาคำตอบที่ไม่มีอยู่จริง

เราฝันและหวัง เพื่อจะรู้ว่าต้องใช้พลังมหาศาล,ไม่ให้มันเลือนหายไปกับชีวิตจริง, ยังไม่พูดว่าต้องใช้พลังอีกเท่าไหร่ในการทำให้มันเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา

แต่นี่ใช่ไหม? ความหวานและความทรมานชนิดนี้ใช่ไหม? ที่เป็นเสน่ห์ของวัยหนุ่มสาว

เพราะความรู้สึกชนิดนี้เกิดขึ้นได้ช่วงเดียวในชีวิตคนเรา

"ฉันบกพร่องเว้าแหว่งมากกว่าที่คุณจะทราบได้ ความป่วยไข้ของฉันหยั่งรากลึกเกินกว่าที่คุณจะเดา

ตอนอ่านข้าพเจ้าเผลอคิดว่าเลสลี่ จางบินไร้ขาออกมาจาก Days of being wild

แต่ความบกพร่องเว้าแหว่งนั้นเป็นของมนุษย์ทุกคน เชล ซิลเวอร์สเตนวาดสมุดภาพ Missing Piece ออกมาเพราะเหตุนี้

หรือเราต้องการใครสักคนเพียงเพราะต้องการยืนยันกับตัวเองว่าเราสมบูรณ์?

ความตายดำรงอยู่, มิใช่ภาคตรงข้าม, หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

วันที่อ่านหนังสือเล่มนี้ข้าพเจ้าอายุ 19 ปี วันที่พ่อตาย,ข้าพเจ้าอายุ 18 ปี ไม่ทราบว่าจะเกินไปหรือไม่ ถ้าจะบอกว่าข้าพเจ้าเข้าใจโทรุเป็นอย่างดี-เมื่อนาโอโกะจากไป ข้าพเจ้าเคยคิดจะทำหนังถึงพ่อ-ผู้ชายธรรมดาผู้ซึ่งมีอาชีพเป็นที่ปรึกษาสมัชชาคนจน แต่บางเรื่องราวจำเป็นต้องอาศัยเวลาเพื่อทำความเข้าใจกับความรู้สึกและบาดแผลบางประการที่เป็นส่วนตัวเหลือเกิน วันไหนข้าพเจ้ามีความพร้อมทางจิตใจเพียงพอก็คงจะทำ เพราะรู้สึกว่าต้องทำ ไม่ได้จะทำเพื่อความยิ่งใหญ่ใดๆในโลกนี้ แค่รู้สึกว่าต้องทำ

เมื่อถึงบรรทัดสุดท้าย, เช่นเดียวกับภาพยนตร์บางเรื่อง หรือเพลงบางเพลงที่กระทบจิตใจข้าพเจ้าอย่างรุนแรง,ข้าพเจ้าไม่ร้องไห้ได้แต่นิ่งซึม ถามตัวเองในใจว่าลุงคนนี้มาทำกูทำไมวะเนี่ย???

เราทุกคนบกพร่องเว้าแหว่งและมีบาดแผลเป็นการส่วนตัว

หนังสือบางเล่มและนักเขียนบางคน

ตัวหนังสือของเขาทำให้ข้าพเจ้ารู้จักตัวเองดีขึ้น

หมายเหตุครั้งที่ 1ความดีงามของหนังสือมูราคามิภาคภาษาไทยครึ่งหนึ่งเป็นของคุณนพดล เวชสวัสดิ์ นักแปลระดับเทพผู้มาพร้อมสำนวนชำเราจิตใจ

หมายเหตุครั้งที่ 2

การอ่านหนังสือเล่มนี้พาข้าพเจ้ามาพบพานกับจอห์น, พอล, ริงโก้ และจอร์จ ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเป็นเด็กสูตรโคตรๆ (สูตรการฟังเพลงของเด็กไทยที่เกิดในปี 2524-2529 อาร์เอส-คีตา-ฮอตเวฟยุคป๋าเต็ด-เบเกอรี่-แฟต เคยบ้าแร็พเตอร์จะเป็นจะตายนะเว่ย 555) ทว่าหมายเหตุท้ายเล่มที่มูราคามิบอกว่าแกฟังอัลบั้ม Sgt.Pepper's Lonely Hearts Club Bandซ้ำไปซ้ำมาระหว่างเขียนหนังสือเล่มนี้ ทำให้ข้าพเจ้าใคร่รู้ขึ้นมาทันทีว่าไอ้สี่หนุ่มนี้มันมีดีอะไร??? และข้าพเจ้าก็ตกหลุมรักสี่หนุ่มเลยเถิดมาจนถึงทุกวันนี้

หนังสือของมูราคามิทุกเล่มอวลไปด้วยกลิ่นวัฒนธรรมป๊อปตะวันตก ตัวเอกอ่านหนังสือของสก๊อต เอฟ.ฟิตซ์เจอรัลด์ เปิดผับแจ๊ซ ฟังเพลงสากล (เหล่านี้ก็คือตัวมูราคามิเองนั่นแหละ) อาจเป็นเพราะเหตุนี้-มันจึงร่วมสมัยและสากล ถ้าตัวเอกในหนังสือมูราคามิอ่านปลาบู่ทอง ฟังเพลงฉ่อย เขาคงไม่ดังในอเมริกา (ไม่ได้ดูถูกศิลปะพื้นบ้านไทยนะ แค่ยกตัวอย่างเฉยๆ กูก็โตมากับหนังจักรๆวงศ์ๆช่อง 7 ตอนเช้านั่นแหละน่า เกราะเพชรเจ็ดสี,โสนน้อยเรือนงาม,ดิน น้ำ ลม ไฟ 555 ใครไม่เคยดูถือว่าวัยเด็กไม่สมบูรณ์)

หมายเหตุครั้งที่ 3

แต่เพลง Norwegian Wood(This Bird Has Flown) นี่ไม่ได้อยู่ในอัลบั้ม Sgt.Pepper's Lonely Hearts Club Band นะ มันอยู่ในอัลบั้ม Rubber Soul ก็ไม่รู้ว่ายังไงของลุงแกเหมือนกัน ฟังอัลบั้มนึงแต่ผ่าไปเอาชื่อเพลงอีกอัลบั้มนึงมาตั้งเป็นชื่อหนังสือ

หมายเหตุครั้งที่ 4

สำหรับแฟนๆของลุง

http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/2105

ป.ล.หอกลางจุฬาฯมีหลายเล่มเหมือนกัน นอกจากนี้ที่ข้าพเจ้าเคยอ่านก็มีการปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก (South of the border, West of the sun)อาฟเตอร์ เดอะ เควก (After the quake)รักเร้นในโลกคู่ขนาน (Sputnik Sweetheart), เริงระบำแดนสนธยา (Dance Dance Dance), แดนฝันปลายขอบฟ้า (Hard-boiled Wonderland and the End of the World) ใครเคยอ่านเล่มไหนแลกเปลี่ยนได้นะ อ้อ ใครมีนอกเหนือจากนี้เอามายืมหน่อย 555

All About Books

posted on 07 Apr 2007 20:17 by iwalktheline in Books

เมื่อวานไปสมัครงานพิธีกรกบนอกกะลา

คนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก นั่งอยู่ในออฟฟิศทีวีบูรพาประมาณชั่วโมง คนเดินเข้ามาสมัครประมาณยี่สิบห้าล้านคน โทรเข้ามาถามทุกสามวินาที สงสารคนรับโทรศัพท์ต้องพูดประโยคเดิมทุกสามวินาที เห็นว่าคนสมัครถึงตอนนี้ประมาณแปดร้อย - เอาหนึ่ง ... สวัสดีค่ะ

เมื่อวานซืนไปสัปดาห์หนังสือ

เอานิตยสารนิสิตนักศึกษาฉบับ FEAT.เก้าสิบเล่มไปฝากแจกที่บูธสำนักพิมพ์วงกลมกะโอเพ่น ใครได้รับแจกอ่านแล้วเข้ามาฝากคำวิจารณ์ได้นะจ๊ะ

ได้ต่วยตูนเก่าๆมาสี่เล่ม ได้ Openbooks มาสี่เล่ม + Genderism ของโตมร ศุขปรีชา(ฝากเธอ)มีตังค์ซื้อแค่นี้แหละ จนจะตายห่า บัณฑิตตกงานโว้ย

1.ที่เกิดเหตุ ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์

ตามมาตั้งแต่เล่มแรกๆ เขียนหนังสือดี มีประเด็นแม่นยำ ชัดเจน ภาษาสวย ได้คำได้ความ มีสไตล์ มีลายเซ็น ชอบเกือบทุกอย่าง ยกเว้นแค่ว่าเค้าเขียนแบบโคตรผู้ชายอ่ะ เข้าใจปะ?

มันมีมายาคติแบบผู้ช๊าย ผู้ชาย ความเหนือกว่าของวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่แฝงฝังอยู่แทบจะทุกบรรทัด - เราไม่ได้ขอความเท่าเทียม แต่จะ Deconstruct วิธีคิดแบบนี้และเปลี่ยนแปลงโลกในแบบของเรา,ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ชอบหรือไม่เคารพคนแบบนี้นะ พี่ชายคนนึงที่เรานับถือก็เป็นคนแบบนี้แหละ คนแบบบ้าความเป็นเพศชายน่ะ เราก็ยังนับถืออยู่ดี เพราะความเชื่อของคนมันก็มีหลายแบบ เราแค่เชื่อไม่เหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเกลียดกัน

ส่วนเรื่อง Deconsruction วิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่ มันเป็นเรื่องสำคัญนะ เพราะวิธีคิดแบบนี้ มันก่อให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้าง คือครอบงำกันตั้งแต่ระดับสามัญสำนึก ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงแต่งตัวหวือหวาก็ว่า อีดอกนี่แต่งตัวโป๊ เดี๋ยวโดนข่มขืนจนได้ บางทีคนพูดประโยคนี้ก็เป็นผู้หญิงด้วยกันนั่นแหละ คือมันผิดประเด็นอ่ะ แต่งตัวโป๊ก็เพราะอยากสวย อยากให้คนมอง มันเป็นสิทธิเสรีภาพเหนือร่างกายของตัวเอง ไม่ได้แต่งเพราะอยากมีผัวเป็นไอ้หน้าส้นตีนที่ไหนที่ไม่รู้จักควบคุมความเงี่ยนน่ะนะ มันเป็นการควบคุมทางสังคมเหมือนคำว่า ขุนแผน กับคำว่า วันทอง อ่ะ

สังคมไทยยังมีความรุนแรงทางโครงสร้างอยู่เยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เรื่องสถานะ เรื่องชนชั้น

คงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ขยันถึงจะรวย คนจน-จนเพราะขี้เกียจ

แต่ไม่มีใครพูดถึงโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆของสังคมที่ล้วนแล้วแต่ถูกกันไว้ให้ชนชั้นกลางทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น

สร้างเขื่อนอ้างว่าเพื่อการพัฒนา ชาวบ้านไม่มีที่ทำกิน ไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนถูกป้อนให้เมืองและอุตสาหกรรม

อยากเข้ามหาวิทยาลัยดี เด่น ดัง ไม่มีตังค์เรียนหมอเผ่าจะมีปัญญาเข้าไหม?

ฯลฯ ก็เป็นเช่นนี้แล

ไม่ได้เรียกร้องความเท่าเทียม เพราะนั่นคือยูโทเปีย คือโลกพระศรีอาริย์

มาร์กซิสต์ไม่ใช่คำตอบ เพราะเห็นกันแล้วมันเป็นไปไม่ได้จริง

แต่ที่อยากจะบอกก็คือให้มองเห็นกันบ้าง

ชาวบ้านมานอนหน้าทำเนียบ อย่าพูดพล่อยๆว่าเกะกะ รถติด รับจ้างมา

มาประท้วงราคาผลผลิต อย่าพูดไม่คิดว่าจะเอาอะไรกันนักหนา

เพราะมันน่าทุเรศ แสดงให้เห็นสติปัญญาและสามัญสำนึกของคนพูด

มองออกไปให้ไกลกว่าตัวเอง แล้วสังคมของเราจะดีขึ้น

เออ นอกเรื่องยาวมาก ไม่ใช่เรื่องที่ตั้งใจจะเขียนเลย แล้วเดี๋ยวบลอกกูก็ยาวเหยียดอีก (ครูยุ้ยไม่ยอมอ่านบอกว่า เขียนอะไรยาวยืด)

ชอบที่เกิดเหตุ เพราะส่วนหนึ่งชอบวรพจน์อยู่แล้ว (แยกจากเรื่องนั้นนะ) แล้วก็ชอบที่คนเขียนพยายามให้เห็นภาพรอบด้านของเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็ดีมากที่ไม่พยายามบิ๊วท์ เพราะจริงๆแล้วมันก็ง่ายนะ ถ้าจะเขียนให้สะเทือนใจ (สารภาพว่าอ่านข่าวครูจูหลิงแล้วร้องไห้ทุกครั้ง) แต่บางทีความสะเทือนใจมันก็ง่ายดายเหลือเกินที่จะนำไปสู่ความเกลียดชัง แล้วเราก็คงห่างไกลสันติภาพออกไปทุกที

2.ลม ฟ้า อาหาร ของ โตมร ศุขปรีชา

Brand Loyalty อีกแล้ว จากหญิงสาวผู้ตกหลุมรักพระพุทธเจ้า ถึง Genderism ก็ต้องบอกว่าชอบนักเขียนคนนี้จังเว้ย เค้าเคยมาพูดในคลาสวิชา JR Editing ด้วยนะ ขอลายเซ็นไว้ด้วย เค้าก็ดูงงๆ ยังไม่ได้อ่านละเอียด ไม่รู้จะพูดอะไร นอกจากรู้สึกว่าชอบบรรยากาศของหนังสือเล่มนี้ คือหนังสือมันมีบรรยากาศนะ

3.Open 52 Matisse Issue

ยังไม่ได้อ่านเลย แต่พลิกๆดูแล้วรู้สึกว่าอยากอ่าน แล้วก็โคตรชอบปกเลยเอามา

4.หูหาเรื่อง ของ เผ่าจ้าว กำลังใจดี

อยากจะเรียกมันว่า จดหมายรักถึงดนตรี ของจักรพันธุ์ ขวัญมงคล บก.แฮมเบอร์เกอร์,อดีตบก.นิตยสาร Play อ่านแล้วคิดถึงงานแฟตครั้งที่สอง ที่สวนสนุกชั้นบนของอิมพีเรียล ลาดพร้าว ตอนนั้นเราอยู่มอหก ขอบูธขายหนังสือทำมือ คือตอนนั้นคิดว่าหนังสือตัวเองเจ๋งแล้วไง จริงๆแล้วโคตรสะเหร่ออ่ะ ใครซื้อไปตอนนั้นอนุญาตให้มาเอาเงินคืน 555 ตั้งชื่อหนังสือว่า It's now safe to turn on your mind น่าเกลียดชิบหาย คือตอนนั้น Windows98 ก่อนปิดเครื่องมันจะขึ้นว่า It's now safe to turn off your computer เลยเอามาตั้งเป็นชื่อหนังสือ...อัปรีย์จัญไร

แล้วออกบูธข้างๆบูธของหนังสือ Play แล้วทิ้งบูธไปดูคอนเสิร์ตตลอดเวลา ฝากพี่ที่ Play ช่วยขายให้ เค้าก็ใจดี๊ ใจดีช่วยขายให้ด้วย

หนังสือคือไทม์แมชชีน มันทำให้วันเวลาเก่าๆที่บางครั้งเราอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เหมือนเพลง เหมือนหนัง เหมือนภาพวาด ที่มีความสามารถย้อนเวลาได้

นอกจากความใจดีของพี่บูธ Play หนังสือเล่มนี้ยังทำให้ย้อนกลับไปคิดถึงความสัมพันธ์ มิตรภาพ และความช่วยเหลือของเพื่อนในวันนั้น ที่ช่วยกันทำให้ความฝันของเพื่อนกลายร่างเป็นรูปเล่มวันนี้ทุกคนกลายเป็นบัณฑิตตกงานโดยพร้อมเพรียงกันคืนวันวิ่งผ่านเราไปรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็มาไกลเหลือเกินจากจุดเดิม

ไกลจนบางทีหาทางกลับไปไม่เจอ

4+1.Genderism ของ โตมร ศุขปรีชา

อย่างที่คำ ผกาเขียนไว้ในคำนำ โตมรสอยเรื่องเพศลงมาจาหอคอยงาช้าง ทำให้เรื่องที่เคยพูดคุยกันอยู่แต่ในวงวิชาการปรากฏสู่ความรับรู้ของคนทั่วไป (รวมเราด้วย)

จริงๆแล้วเรื่อง Gender ไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงวิชาการไทย มีการพูดถึงมาระยะหนึ่งและแน่นอน สังคมตะวันตกพูดถึงเรื่องนี้กันมาตั้งยุค 70's แต่พูดถึงในระดับชีวิตประจำวัน ไม่มีใครตระหนักถึงอำนาจโครงสร้างทางสังคมที่ควบคุมเรื่องเพศของเราทุกคนอยู่

คนใจกว้างทุกคนควรจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้ (ก่อนจะขยับไปหาเอกสารวิชาการเป็นลำดับต่อไป-ซึ่งแนะนำให้ถามดร.โสภาวรรณ บุญนิมิตร)

ใครรู้ตัวว่าใจแคบ อย่าอ่านเลย เชื่อเถอะ เสียอารมณ์เปล่าๆ

ใครรู้ตัวว่าใจแคบ แต่ไม่อยากโลกแคบ ก็ควรอ่าน ถึงจะอารมณ์เสีย แต่ก็คุ้มค่าที่จะได้รู้ว่าโลกเค้าไปถึงไหนกันแล้ว

แต่ถ้าชอบอยู่ในกะลาก็ไม่ว่ากัน