กอด : ภาระในเขตอ้อมแขน...ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้
posted on 07 Mar 2008 01:51 by iwalktheline in Filmเฮ้ย สปอยล์นะจ๊ะ แต่หนังมันก็ไม่ได้ซ่อนเงื่อนอะไรขนาดนั้น น่าจะอ่านได้นะ
กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคงเดช จาตุรันต์รัศมีไปแบบงงๆ ตามดูหนังทุกเรื่อง(ในโรง)ทั้งในฐานะผู้กำกับและคนเขียนบท ตามฟังเพลงสี่เต่าเธอทุกอัลบั้ม ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแฟนคลับ แต่ทำไมอยู่ดีๆถึงเป็นก็ไม่รู้
กอดคือภาพยนตร์ลำดับที่สามของคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ทำเป็นแต่หนังแอ๊บแบ๊วเหมือนผู้กำกับบางกลุ่ม (เอ๊ะ กูไปยุ่งอะไรกะเค้าอ้ะ) หนังของคงเดชสองเรื่องที่ผ่านมาว่าด้วยการก้าวข้ามผ่านวัยทั้งสิ้น เรื่องแรก สยิว ว่าด้วยความพยายามของทอมสาวที่จะเขียนเรื่องโป๊ให้ดีกว่าหนุ่มพลังม้า คู่แข่งตัวฉกาจ เรื่องที่สอง เฉิ่ม ว่าด้วยความรักสีหม่นของคนขับแท็กซี่กะดึกและหมอนวดสาว หนังสองเรื่องนั้นไม่ได้ลงตัวสมบูรณ์แบบ แต่มันได้ทำหน้าที่บันทึกภาพสังคมไทยร่วมสมัยไว้อย่างน่าสนใจ
สยิวบันทึกภาพการก้าวข้ามผ่านวัยของสังคมไทยในช่วงก่อนพฤษภาทมิฬที่ผู้คนเลือกใช้สื่อประเภท”น้ำเน่า” เช่นละครหลังข่าว หนังสือโป๊ และเพลงแดนซ์ยุคสิงสาราสัตว์ (แมงมุม, มนุษย์ค้างคาว, เสือฯลฯ) ในการหลบหนีโลกแห่งความเป็นจริงและการเมืองที่พายเรือวนอยู่ในอ่างกับการรัฐประหารของรสช.ส่วน“เฉิ่ม”บันทึกภาพสังคมไทยช่วงหลังฟองสบู่แตก ทุกคนหล่นจากภาพลวงตาลงมาอยู่กับความเป็นจริงที่ขมขื่น แรงงานไร้ฝีมือเพศชายกลายเป็นคนขับแท็กซี่ เพศหญิงกลายเป็นคนขายบริการ คงเดชยังคงสร้างโลกเฉพาะขึ้นมาในหนังของเขา แต่คราวนี้เป็นโลกฝันที่หยุดเวลาไว้ในห้วงอดีต เป็นโลกของคนขับแท็กซี่ชื่อ สมบัติ ดีพร้อมที่มีสุนทราภรณ์คอยปลอบประโลมมาคราวนี้ใน“กอด” คงเดชพยายามบันทึกภาพของความลักลั่นและความพยายามจะอยู่ร่วมกันของสังคมไทยในยุค Post-Coup d’etat ซึ่งเต็มไปด้วยความเห็นแย้งแตกต่างอย่างแหลมคมที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญมาก่อน
“กอด” ว่าด้วยเรื่องของผู้คนเว้าแหว่งขาดวิ่นอย่าง“ขวาน”ชายสามแขนและ”นา”หญิงนมโต ผู้พยายามค้นหาพื้นที่ซึ่งชีวิตของตนจะมีความหมายและได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผ่านการเล่าในรูปแบบของหนัง Road Movie การเดินทางไปตัดแขนกับการเดินทางไปหาคนรักมาพบกันในฐานะการค้นหาตัวตนของคนบกพร่อง ระหว่างทางทั้งสองพบผ่านเหตุการณ์สารพัดที่ยิ่งตอกย้ำความเป็นคนทั้งคู่ในสถานะของความแปลกแยก (Alienation) คล้ายพัฒนาการของสังคมไทยในยุคโลกาภิวัตน์/หลังรัฐประหารที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งหลายรูปแบบที่จัดหมวดหมู่ยากและมีความลักลั่นมากขึ้นทุกที การค้นหาพื้นที่ที่ทุกชีวิตทุกความเห็นจะมีความหมายและอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสมเป็นบทเรียนต่อไปที่สังคมไทยจำต้องเรียนรู้ในความเปลี่ยนแปลงนี้
"กอด"เป็นมากกว่าหนังรักโรแมนติกของชายหนุ่มหญิงสาว เป็นเช่นหนังสองเรื่องที่ผ่านมาของคงเดช เป็นการสะท้อนภาพสังคมไทยในสายตาคนทำหนัง เป็นความพยายามของชนชั้นล่างที่จะค้นหาพื้นที่ที่ตัวตนของมนุษย์คนหนึ่งจะมีความหมายและได้รับการยอมรับในฐานะของ”คน”ที่เท่าเทียมกันกอดเป็นหนังการเมืองในทัศนคติของข้าพเจ้า กอดสามารถสะท้อนวุฒิภาวะระดับต่ำในการจัดการความแตกต่างของสังคมไทย ที่ใช้วิธีจัดหมวดหมู่ แยกประเภท และตีตราไม่ให้เข้าพวก การเดินทางของคนตัวเล็กๆสองคนที่ถูกนิยามว่า”ประหลาด” คือการดิ้นรนเพื่อพื้นที่ในสังคมของคนยากคนจน คนธรรมดาที่ไม่มีราคาหรือต้นทุนทางสังคมเป็นพิเศษ แต่ต้องการยืนยันในความมีตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง
สังคมไทยในยุคกระแสโลกาภิวัตน์/หลังรัฐประหารต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการที่มีความซับซ้อนย้อนแย้ง ที่ปรากฏในหนังคือประเด็นแรงงานต่างด้าว การโยกย้ายของแรงงานในฐานะปัจจัยการผลิต (ต้องทำความเข้าใจก่อนว่านี่คือการพูดตามหลักการของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก) เป็นเรื่องปกติคล้ายการโยกย้ายทุนในโลกไร้พรมแดน แต่สังคมไทยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในข้อนี้ได้ไม่ดีนัก แทนที่จะยอมรับความเป็นไปแท้จริงว่าการแข่งขันในปัจจุบันต้องการแรงงานราคาถูกไร้ฝีมือมาเกื้อหนุนการผลิต กลับใช้วิธีปากว่าตาขยิบ ไม่ยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในระบบเศรษฐกิจไทย ต้องการใช้แรงงานในฐานะปัจจัยการผลิต แต่ไม่ยอมรับแรงงานข้ามชาติในฐานะความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวราวกับพวกเขามาจากต่างดาว ใช้การแบ่งแยกตีตรา (Alienate) -แบบเดียวกับที่ขวานและนาถูกตีตราว่าเป็นไอ้สามแขนและอีนมโต- เป็นที่มาของการขุดผีกระแสคลั่งชาติล้าหลังประเภท”พม่ายึดมหาชัย” นี่คือความลักลั่นในปัญหาแรงงานข้ามชาติที่จะสามารถแก้ไขได้ถ้ารัฐไทยและคนไทยมีความซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
อีกประเด็นที่แหลมคมและชัดเจนอย่างยิ่งในหนังของคงเดชเรื่องนี้คือ การดิ้นรนค้นหาพื้นที่ของคนตัวเล็กๆ/คนประหลาดที่ต้องการยืนยันความมีตัวตนของตัวเอง สังคมไทยในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยาต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่แหลมคมชนิดที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งออกเป็นสองฝักสามฝ่ายอย่างชัดเจน ทั้งพวกรักทักษิณ พวกเกลียดทักษิณจนสามารถยอมรับรัฐประหาร หรือพวกสองไม่เอา ไม่เอาทักษิณและไม่เอารัฐประหาร แต่หากเราก้าวผ่านมันไปได้ มันจะเป็นการเติบโตทางวุฒิภาวะครั้งใหญ่ของเรา เหมือนในหนังเรื่องกอด คนชายขอบ/คนประหลาด/คนชั้นล่างถูกกันออกจากการมีส่วนร่วมในสังคม เสียงของพวกเขาไม่มีใครได้ยิน ต้องดิ้นรนกันไปตามลำพังเพื่อมีชีวิตอยู่และได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เหมือนที่เสียงของคนจนในชนบทถูกคนชั้นกลางในกรุงเทพฯประณามว่าเป็นเสียงของคนโง่ โดนทักษิณหลอก ซื้อได้ด้วยเงิน เปรียบเปรยกับตัวละครในหนัง หากตัวละครอย่างขวานและนามีคนยอมรับในความ”เกิน”ของเขา มองทั้งสองคนในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่มองแค่แขนหรือนม ไม่ตีตราทั้งสองว่าเป็นไอ้/อีตัวประหลาด ทั้งสองคงไม่ต้องออกเดินทางตามหาส่วนเว้าแหว่งบกพร่องในจิตใจเพื่อจะมาชดเชยในความประหลาดที่เกินออกมา สุดท้ายแล้วแม้ทั้งคู่จะกลายเป็นคนแพ้ ขวานต้องยอมตัดส่วนเกินออก ส่วนนาก็ต้องซัดเซพเนจรกลับบ้านอย่างหมดรูป แต่ผู้กำกับยังปรานีคนดูด้วยการให้คนเกินๆทั้งสองได้รักกัน ทำให้รู้สึกว่าชีวิตยังพอมีหวังอยู่บ้าง
กอดเป็นการ”ตามหา”เพื่อก้าวข้ามผ่านวัย ตัวละครทั้งสองเป็นดักแด้ที่หลุดออกจากเปลือก กระพือปีกกลายเป็นผีเสื้อ ขวานและนาตามหาพื้นที่หรือซอกมุมที่จะได้ยืนหยัดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ขวานและนาไม่พบพื้นที่ที่ว่าในสังคม แต่ได้พบมันในหัวใจของมนุษย์อีกคนหนึ่ง และนี่คงเป็นความงามบางประการของการมีชีวิตอยู่
ป.ล.๑ เอาเพลงประกอบไปฟัง เพราะมาก "จับมือฉัน" อภินันทนาการจากพี่แป๊ด
ป.ล.๒ ช่วยกันไปดูหน่อยดิ ได้ข่าวว่าได้แค่สี่ล้านเอง โห สงสารคงเดชว่ะ หนังอาจจะช้าๆหน่อย แต่ลองเปิดใจรับ message ที่ผกก.ต้องการสื่อสาร แล้วมาช่วยกันตีความหน่อย มาแลกเปลี่ยนกัน
edit @ 7 Mar 2008 02:33:31 by IwalkTheLine

ไม่เท่าแขนเป้นแฟนไม่ได้
กูเกลียดตุ้ย แต่อ่านที่มึงเขียนแล้วก็อยากดูหนังนะ 5555
ป.ล.บทจะอัพ เสือกอัพทีเดียวสองเอนทรี่นะ
#1 By GroovyBee on 2008-03-07 08:42