เฮ้ย สปอยล์นะจ๊ะ แต่หนังมันก็ไม่ได้ซ่อนเงื่อนอะไรขนาดนั้น น่าจะอ่านได้นะ

กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคงเดช จาตุรันต์รัศมีไปแบบงงๆ ตามดูหนังทุกเรื่อง(ในโรง)ทั้งในฐานะผู้กำกับและคนเขียนบท ตามฟังเพลงสี่เต่าเธอทุกอัลบั้ม ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแฟนคลับ แต่ทำไมอยู่ดีๆถึงเป็นก็ไม่รู้

กอดคือภาพยนตร์ลำดับที่สามของคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ทำเป็นแต่หนังแอ๊บแบ๊วเหมือนผู้กำกับบางกลุ่ม (เอ๊ะ กูไปยุ่งอะไรกะเค้าอ้ะ) หนังของคงเดชสองเรื่องที่ผ่านมาว่าด้วยการก้าวข้ามผ่านวัยทั้งสิ้น เรื่องแรก สยิว ว่าด้วยความพยายามของทอมสาวที่จะเขียนเรื่องโป๊ให้ดีกว่าหนุ่มพลังม้า คู่แข่งตัวฉกาจ เรื่องที่สอง เฉิ่ม ว่าด้วยความรักสีหม่นของคนขับแท็กซี่กะดึกและหมอนวดสาว หนังสองเรื่องนั้นไม่ได้ลงตัวสมบูรณ์แบบ แต่มันได้ทำหน้าที่บันทึกภาพสังคมไทยร่วมสมัยไว้อย่างน่าสนใจ

สยิวบันทึกภาพการก้าวข้ามผ่านวัยของสังคมไทยในช่วงก่อนพฤษภาทมิฬที่ผู้คนเลือกใช้สื่อประเภทน้ำเน่า เช่นละครหลังข่าว หนังสือโป๊ และเพลงแดนซ์ยุคสิงสาราสัตว์ (แมงมุม, มนุษย์ค้างคาว, เสือฯลฯ) ในการหลบหนีโลกแห่งความเป็นจริงและการเมืองที่พายเรือวนอยู่ในอ่างกับการรัฐประหารของรสช.ส่วนเฉิ่มบันทึกภาพสังคมไทยช่วงหลังฟองสบู่แตก ทุกคนหล่นจากภาพลวงตาลงมาอยู่กับความเป็นจริงที่ขมขื่น แรงงานไร้ฝีมือเพศชายกลายเป็นคนขับแท็กซี่ เพศหญิงกลายเป็นคนขายบริการ คงเดชยังคงสร้างโลกเฉพาะขึ้นมาในหนังของเขา แต่คราวนี้เป็นโลกฝันที่หยุดเวลาไว้ในห้วงอดีต เป็นโลกของคนขับแท็กซี่ชื่อ สมบัติ ดีพร้อมที่มีสุนทราภรณ์คอยปลอบประโลม

มาคราวนี้ในกอดคงเดชพยายามบันทึกภาพของความลักลั่นและความพยายามจะอยู่ร่วมกันของสังคมไทยในยุค Post-Coup d’etat ซึ่งเต็มไปด้วยความเห็นแย้งแตกต่างอย่างแหลมคมที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญมาก่อน

กอด ว่าด้วยเรื่องของผู้คนเว้าแหว่งขาดวิ่นอย่างขวานชายสามแขนและนาหญิงนมโต ผู้พยายามค้นหาพื้นที่ซึ่งชีวิตของตนจะมีความหมายและได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผ่านการเล่าในรูปแบบของหนัง Road Movie การเดินทางไปตัดแขนกับการเดินทางไปหาคนรักมาพบกันในฐานะการค้นหาตัวตนของคนบกพร่อง ระหว่างทางทั้งสองพบผ่านเหตุการณ์สารพัดที่ยิ่งตอกย้ำความเป็นคนทั้งคู่ในสถานะของความแปลกแยก (Alienation) คล้ายพัฒนาการของสังคมไทยในยุคโลกาภิวัตน์/หลังรัฐประหารที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งหลายรูปแบบที่จัดหมวดหมู่ยากและมีความลักลั่นมากขึ้นทุกที การค้นหาพื้นที่ที่ทุกชีวิตทุกความเห็นจะมีความหมายและอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสมเป็นบทเรียนต่อไปที่สังคมไทยจำต้องเรียนรู้ในความเปลี่ยนแปลงนี้  

"กอด"เป็นมากกว่าหนังรักโรแมนติกของชายหนุ่มหญิงสาว เป็นเช่นหนังสองเรื่องที่ผ่านมาของคงเดช เป็นการสะท้อนภาพสังคมไทยในสายตาคนทำหนัง เป็นความพยายามของชนชั้นล่างที่จะค้นหาพื้นที่ที่ตัวตนของมนุษย์คนหนึ่งจะมีความหมายและได้รับการยอมรับในฐานะของคนที่เท่าเทียมกัน 

กอดเป็นหนังการเมืองในทัศนคติของข้าพเจ้า กอดสามารถสะท้อนวุฒิภาวะระดับต่ำในการจัดการความแตกต่างของสังคมไทย ที่ใช้วิธีจัดหมวดหมู่ แยกประเภท และตีตราไม่ให้เข้าพวก การเดินทางของคนตัวเล็กๆสองคนที่ถูกนิยามว่าประหลาด คือการดิ้นรนเพื่อพื้นที่ในสังคมของคนยากคนจน คนธรรมดาที่ไม่มีราคาหรือต้นทุนทางสังคมเป็นพิเศษ แต่ต้องการยืนยันในความมีตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง   

 

 

สังคมไทยในยุคกระแสโลกาภิวัตน์/หลังรัฐประหารต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการที่มีความซับซ้อนย้อนแย้ง ที่ปรากฏในหนังคือประเด็นแรงงานต่างด้าว การโยกย้ายของแรงงานในฐานะปัจจัยการผลิต (ต้องทำความเข้าใจก่อนว่านี่คือการพูดตามหลักการของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก) เป็นเรื่องปกติคล้ายการโยกย้ายทุนในโลกไร้พรมแดน แต่สังคมไทยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในข้อนี้ได้ไม่ดีนัก แทนที่จะยอมรับความเป็นไปแท้จริงว่าการแข่งขันในปัจจุบันต้องการแรงงานราคาถูกไร้ฝีมือมาเกื้อหนุนการผลิต กลับใช้วิธีปากว่าตาขยิบ ไม่ยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในระบบเศรษฐกิจไทย ต้องการใช้แรงงานในฐานะปัจจัยการผลิต แต่ไม่ยอมรับแรงงานข้ามชาติในฐานะความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวราวกับพวกเขามาจากต่างดาว ใช้การแบ่งแยกตีตรา (Alienate) -แบบเดียวกับที่ขวานและนาถูกตีตราว่าเป็นไอ้สามแขนและอีนมโต- เป็นที่มาของการขุดผีกระแสคลั่งชาติล้าหลังประเภทพม่ายึดมหาชัย นี่คือความลักลั่นในปัญหาแรงงานข้ามชาติที่จะสามารถแก้ไขได้ถ้ารัฐไทยและคนไทยมีความซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

 

อีกประเด็นที่แหลมคมและชัดเจนอย่างยิ่งในหนังของคงเดชเรื่องนี้คือ การดิ้นรนค้นหาพื้นที่ของคนตัวเล็กๆ/คนประหลาดที่ต้องการยืนยันความมีตัวตนของตัวเอง สังคมไทยในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยาต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่แหลมคมชนิดที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งออกเป็นสองฝักสามฝ่ายอย่างชัดเจน ทั้งพวกรักทักษิณ พวกเกลียดทักษิณจนสามารถยอมรับรัฐประหาร หรือพวกสองไม่เอา ไม่เอาทักษิณและไม่เอารัฐประหาร แต่หากเราก้าวผ่านมันไปได้ มันจะเป็นการเติบโตทางวุฒิภาวะครั้งใหญ่ของเรา เหมือนในหนังเรื่องกอด คนชายขอบ/คนประหลาด/คนชั้นล่างถูกกันออกจากการมีส่วนร่วมในสังคม เสียงของพวกเขาไม่มีใครได้ยิน ต้องดิ้นรนกันไปตามลำพังเพื่อมีชีวิตอยู่และได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เหมือนที่เสียงของคนจนในชนบทถูกคนชั้นกลางในกรุงเทพฯประณามว่าเป็นเสียงของคนโง่ โดนทักษิณหลอก ซื้อได้ด้วยเงิน เปรียบเปรยกับตัวละครในหนัง หากตัวละครอย่างขวานและนามีคนยอมรับในความเกินของเขา มองทั้งสองคนในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่มองแค่แขนหรือนม ไม่ตีตราทั้งสองว่าเป็นไอ้/อีตัวประหลาด ทั้งสองคงไม่ต้องออกเดินทางตามหาส่วนเว้าแหว่งบกพร่องในจิตใจเพื่อจะมาชดเชยในความประหลาดที่เกินออกมา สุดท้ายแล้วแม้ทั้งคู่จะกลายเป็นคนแพ้ ขวานต้องยอมตัดส่วนเกินออก ส่วนนาก็ต้องซัดเซพเนจรกลับบ้านอย่างหมดรูป แต่ผู้กำกับยังปรานีคนดูด้วยการให้คนเกินๆทั้งสองได้รักกัน ทำให้รู้สึกว่าชีวิตยังพอมีหวังอยู่บ้าง     

กอดเป็นการตามหาเพื่อก้าวข้ามผ่านวัย ตัวละครทั้งสองเป็นดักแด้ที่หลุดออกจากเปลือก กระพือปีกกลายเป็นผีเสื้อ ขวานและนาตามหาพื้นที่หรือซอกมุมที่จะได้ยืนหยัดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ขวานและนาไม่พบพื้นที่ที่ว่าในสังคม แต่ได้พบมันในหัวใจของมนุษย์อีกคนหนึ่ง และนี่คงเป็นความงามบางประการของการมีชีวิตอยู่ 

ป.ล.๑ เอาเพลงประกอบไปฟัง เพราะมาก "จับมือฉัน" อภินันทนาการจากพี่แป๊ด 

 

ป.ล.๒ ช่วยกันไปดูหน่อยดิ ได้ข่าวว่าได้แค่สี่ล้านเอง โห สงสารคงเดชว่ะ หนังอาจจะช้าๆหน่อย แต่ลองเปิดใจรับ message ที่ผกก.ต้องการสื่อสาร แล้วมาช่วยกันตีความหน่อย มาแลกเปลี่ยนกัน  

edit @ 7 Mar 2008 02:33:31 by IwalkTheLine

Comment

Comment:

Tweet

Really great work,I would like to join your blog anyway.

#9 By Car Rental Mumbai (122.169.45.2) on 2012-01-23 17:08

ไม่เท่าแขนเป้นแฟนไม่ได้

#8 By จิ๊กโก๋ซอย10 (118.172.144.213) on 2009-08-17 19:24

มุกมิก นี่น้องไก๋เองนะคะ searchหาชื่อพี่เอฟเลยมาโผล่ในบล๊อกคุณมุกได้ เก๋จริงๆconfused smile

#7 By ไก๋ฮ้า (202.60.199.116) on 2008-04-10 13:53

Alienationของตัวละครไอ้สามแขน กับอีนมโต กับยุค หลังรัฐประหาร มันยังไงวะ?

หรือกูต้องไปดู แต่กูแอบไม่อินกับคงเดชว่ะ แม้แต่เรื่องเดียว ทำไมไม่รู้

ปล. กูดู the mist มาละ ก็โอนะ กับคนmass ๆ แบบกู มันไม่ใช่หนังสูตรเกินไป ชอบ

ปล.2 กูพยายามเอาโค้ดไปลงแล้ว แต่ทำไมexteen มันไม่ support วะ เหี้ยแม่ง

ปล.สุดท้าย ไม่ต้องช่วยแล้งล่ะ ลาโดรงไปแล้ว มึงรอช่วยหนังตีหัวเข้าบ้านของพี่ย้งดีกว่า เผื่อมีฉากสุชาดา 55555

#6 By iuvday on 2008-03-10 05:27

ชอบเพลงโคตรๆ

ต้องเวอร์ชันหนังดว้ยนะ

เวอร์ชันในอัลบั้ม ไม่เพราะเท่า

#5 By merveillesxx (58.8.120.113) on 2008-03-08 03:01

ตอนผมดู สยิว ยังไม่เข้าถึงมันเท่าไหร่
ส่วน เฉิ่ม ก็ยังไม่ได้ดู 555+
(แต่ไม่เป็นไร ดีวีดีมันลดราคา ซื้อมาดองไว้แล้ว)

ส่วนตัวคิดเหมือนกับพี่แป๊ด เพราะนอกจากจะดูแล้วได้ประเด็นทางสังคม แต่อย่างน้อยในเส้นเรื่องหลักมันก็มีประเด็นหลักอีกอันที่ชัดเจนและรุนแรงมากๆ คือถ้าดูแบบยังไม่เห็นประเด็นการเมืองที่หนังใส่ไว้แบบแอบๆ (บ้าง ชัดๆบ้าง) ก็ยังมีอะไรให้เก็บกลับบ้าน ถ้าไม่ปิดใจจนเกินไป (ผมร้องไห้หนักมากในฉาก "มันไม่ใช่เรื่องของแขน")

อยากเขียนถึงยาวๆมั่ง แต่คนอื่นเขียนไปหมดแล้ว + ตอนนี้สอบบบบ 555+

#4 By nanoguy on 2008-03-07 11:41

ชอบหนังมาก (โดยส่วนตัว)

ชอบentry นี้มาก ด้วย big smile

#3 By filmsick on 2008-03-07 09:32

เห็นด้วยว่า หนังเรื่องนี้มีประเด็นทางสังคม รายล้อมอยู่ชัดเจนมาก

แต่สิ่งหนึ่งที่พี่เทหมดใจให้หนังเรื่องนี้ ( ทั้งๆ ที่ไม่เคยชอบหนังของคงเดชมาก่อน เฉิ่ม ก็ไม่ชอบมาก)

คือ หนังมันตั้งคำถามไปถึงระดับตัวตนของเราด้วยน่ะ เรากลัว เรารัก เรารู้สึกไม่มั่นคง เรายืนอยู่ได้เพราะอะไร และด้วยสิ่งไหน หนังเรื่องนี้มันตั้งคำถามกับพี่หมดเลย

หนังเศร้ามากสำหรับพี่ เหมือนมันกำลังบอกว่า พื้นที่สำหรับปัจเจกชนไม่เคยมีอยู่ และเราต้องยอมรับมัน

และมีชีวิตอยู่ต่อไป

#2 By grappa (58.9.188.116) on 2008-03-07 08:44

นมโตนี่ประหลาดเท่า 3 แขนเลยเหรอวะ!!

กูเกลียดตุ้ย แต่อ่านที่มึงเขียนแล้วก็อยากดูหนังนะ 5555



ป.ล.บทจะอัพ เสือกอัพทีเดียวสองเอนทรี่นะ open-mounthed smile

#1 By GroovyBee on 2008-03-07 08:42