2008/May/12

ความเดิมตอนที่แล้ว หลวงพระบางที่หว่างขา หล่นไปหน้าไหนแล้วไม่รู้ นานมาก

หลังจากหายหน้าหายตาไปอยู่กินกับชาวพม่าที่ตอนนี้โดนนาร์กีสถล่ม (ทำไมเป็นคนพม่าแม่งซวยตลอดเวลา???) ตอนนี้กลับมาเป็นคนว่างงานอีกครั้ง สาเหตุที่ลาออกจากงานคืออยากอัพบล็อก ฮ่าๆๆ

เห็นปกหลังไบโอเล่มนี้ สะบายดีหลวงพะบาง โอ้ว ใจเต้นขึ้นมาทันที หนังดีไม่ดียังไม่รู้แต่ถึงกับรอดูกันเลยทีเดียว อยากเห็นหลวงพระบางบนแผ่นฟิล์ม หลังจากผ่านสายตาและสองตีนมาแล้ว...และหลงรัก

...ศรรักปักตีนเพราะเธอชื่อหลวงพระบาง...

ความเดิมตอนที่แล้ว เกริ่นไปเกริ่นมายังไม่ถึงหมอชิตซักที คราวนี้รวบรัดตัดตอน หลังจากนั่งตื่นเต้นอยู่หมอชิต ตื่นมาอีกทีเจ็ดโมงเช้า อ้าว เชียงของซะละ แต่จะผ่านเชียงของไปเฉยๆได้อย่างไร ในเมื่อสถานที่นี้มีความทรงจำมากมาย

แฟลชแบ็คกลับไปตอนปี 4

วันเกิดปีที่ 21 ของชีวิต แทนที่จะพบตัวเองอยู่ในผับกับเพื่อนหรือนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้าน ข้าพเจ้ากลับพบตัวเองนอนอยู่ในหมู่บ้านสองพี่น้อง - บ้านชาวมูเซอที่อ.เชียงของ (คือก่อนไปอยู่กินกับชาวพม่า ก็ผ่านการเป็นเมียชาวมูเซอมาแล้ว) เป็นหมู่บ้านที่สวยจับจิต ภาพจำที่ยังติดตาคือน้องๆเด็กๆพาเดินขึ้นไปที่สูงในหมู่บ้าน มองลงมาเห็นนาข้าวเขียวสดตัดกับฉากหลังภูสูงสีน้ำเงินเข้ม ทุกอย่างพร่าเบลอเพราะฝนพรำ สวยเหมือนภาพเขียน Impressionism ที่คนวาดทำน้ำหกใส่ (ฟังดูไม่ค่อยสวยแล้วว่ะ) แต่มันสวยจริงๆ ติดตาตรึงใจ แล้วขาลงทุกคนก็เถลือกไถลไปตามขี้โคลนอย่างสนุกสนาน เพราะมันชันและโคตรลื่น เป็นการเซอร์เวย์ค่ายที่สนุกโคตรๆ อีกครั้งที่สนุกมากคือที่แม่แจ่ม เชียงใหม่ ครั้งนั้นโบกรถ  พี่คนขับดริฟท์ขึ้นดอยอินทนนท์เพราะรีบมาส่งที่อาเขตให้ทันรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ

กลับมาที่เชียงของ เออ มันจะไม่ไปถึงไหน เพราะมัวเถลือกไถลขึ้นดอยอินทนนท์อยู่นั่นแล

เชียงของเป็นเมืองเล็กน่ารักและโรแมนติกไม่แพ้ปาย ฝรั่งเยอะแต่ไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวคนไทย หลังจากเคยไปเดินให้ฝนตกใส่หัว หนึ่งปีผ่าน เราได้เจอกันอีกครา แต่ขอโทษ ครั้งนี้ฉันใช้เธอเป็นทางผ่าน... 

ลงจากรถทัวร์ หนาวจนสะดุ้งโหยง เพราะนึกขึ้นได้ว่าลืมหนังสือไว้บนรถทัวร์  "รัฐประหาร 19 กันยา : รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ซึ่งหนาแบบใช้ทุบหัวควายได้ และหนังสือเล่มนี้เองที่เป็นวิบากเวรไปตลอดการเดินทาง ซึ่งจะได้เล่าต่อไปในภายภาคหน้า (บินหลา สันกาลาคีรีก็เคยเขียนว่าอย่าเอาหนังสือหนาๆไปเดินทาง เสือกไม่เชื่อเค้า สมน้ำหน้า) ต้องเรียกพี่สามล้อไปดักหน้ารถทัวร์ เอาคืนมาได้สำเร็จ นั่งรถสามล้อไปท่าเรือ หนาวจนคางสั่นฟันกระทบกันเป็นจังหวะใกล้เคียงกับอัตราการเต้นของหัวใจ จะอธิบายความรู้สึกนั้นยังไง ลิงโลด ดีใจที่คิดไว้ วางแผน หาข้อมูล วาดฝัน แล้วก็เห็นมันเป็นจริงอยู่กับตา  

การเดินทางมันเป็น orgasm ชนิดหนึ่ง เราถอยห่างจากชีวิตประจำวัน ปล่อยวางความรับผิดชอบทั้งหมดที่มี ดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่เหมือนอยู่ในความฝัน เป็นแค่คนแปลกหน้าในดินแดนที่แปลกตา เป็นแค่นักเดินทาง อืมมม เป็นนิยามที่กระแดะจริงๆเลยกู

อย่างไรก็ดี, ในความเห็นส่วนตัว, ข้าพเจ้าชอบการเดินทางไม่น้อยกว่า orgasm เพียงแต่การเดินทางมันต้องใช้ตังค์เยอะอ่ะนะ ทำบ่อยๆไม่ได้

นั่งกินข้าวต้มร้อนๆ มีชาวญี่ปุ่นเดินมาถามหา Postal Service โดนเจ้าของร้านกับพี่สามล้อแถวนั้นช่วยกันด่า + สอนภาษาอังกฤษ "เค้าเรียกว่า Post Office พูด โปสตาลๆ ใครจะไปรู้จักกะมึง ไอ้ยุ่นนี่ภาษาอังกฤษแย่" ฮ่าๆๆ กูขำว่ะ สงสารญี่ปุ่นก็สงสาร แต่ตลกมากกว่า

ทำไมมันไปไม่ถึงไหนซักที เขียนตั้งนาน อยู่แค่ท่าเรือฝั่งเชียงของ ยังไม่ได้เหยียบแผ่นดินลาวเลย ว่าแล้วก็เหยียบซะ ข้ามเรือมาแล้ว แลกตังค์ที่ด่าน ล้านแรกในชีวิต และคำว่ากระเป๋าตุงก็ไม่ใช่คำเปรียบเปรยอีกต่อไป ห้าพันบาทไทย ตอนที่ไปอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 บาท/278 กีบ มีเงินประมาณล้านสี่ฟ่อนเบ้อเร่อ กระเป๋าห้อยคอเกือบรูดซิปไม่ได้ แหม่ รวยซะจริงๆ

ผ่านด่านแบบชิลๆ เป็นคนไทยมีพาสปอร์ตก็สบาย ได้วีซ่าที่ด่าน 30 วัน เห็นฝรั่งชุลมุนแล้วก็สะใจ เป็นไงล่ะมึง ใครใช้ให้เกิดเป็นฝรั่ง ฮ่าๆ ซึ่งฝรั่งจะหัวเราะทีหลังดังกว่าเวลาเราอยากไปบ้านมัน แต่ไม่เป็นไร ยกนี้เราชนะ

ยกหน้าว่ากันต่อ

 

ป.ล.เรื่องเดินช้ามาก เพราะคนเขียนชอบเถลไถล อาจยาวกว่าเพชรพระอุมา   

  

 

 

          

edit @ 12 May 2008 17:28:49 by IwalkTheLine

2008/Mar/07

ว่าเล่าเรื่องลาว แต่ทำไมช่วงนี้งานเยอะเสียจริต ขอแปะไว้ก่อน

จากหนังรักฝั่งอังกฤษถึงหนังรักว่าด้วยเพลงรักจากอังกฤษ

 

 

Love, Love, LoveAll you need is love, Love is all you need 

สร้อยเพลงที่คุ้นหูและโด่งดังมากที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเพลงป๊อปดังขึ้นในฉากงานแต่งงานของปีเตอร์และจูเลียต ต้นเสียงนำร้องเพลงคือมาร์ค เพื่อนรักของปีเตอร์ ชายหนุ่มที่จูเลียตเข้าใจว่าเขาไม่ชอบหน้าเธอ 

Love, Love, LoveAll you need is love, Love is all you need 

สร้อยเพลงที่คุ้นหูและโด่งดังมากที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเพลงป๊อปดังขึ้นในฉากที่จู๊ดและลูซี่ หนุ่มอังกฤษกับสาวอเมริกันได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ต้นเสียงนำร้องเพลงคือจู๊ด หนุ่มอังกฤษสุดหล่อจากลิเวอร์พูล

 

ฉากแรกนั้นปรากฏอยู่ในหนังรักสุดประทับใจสัญชาติอังกฤษ Love Actually ที่ใครหลายคนยกให้เป็นหนังประจำเทศกาลคริสต์มาสไปแล้ว

ส่วนฉากหลังปรากฏอยู่ในหนังรักอย่าง Across The Universe ที่ผู้กำกับหญิง จูลี่ เทย์มอร์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงของวงจากเกาะอังกฤษ ตำนานของโลกดนตรีอย่าง The Beatles

 

Love Actually ว่าด้วยความรักและความสัมพันธ์ของผู้คนหลากหลายที่ต่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่และมีบทสรุปในวันคริสต์มาสร่วมกันตามสไตล์ของพล็อตหนังแบบหลายชีวิต Love Actually เปิดเผยให้เห็นด้านต่างๆของคำว่าความรักซึ่งมีทั้งความหวานขม ความสดใสหม่นหมอง ความอบอุ่นอ้างว้าง 

ไม่ว่าจะเป็นความน่ารักของของหนุ่มน้อยวัยเก้าขวบที่เพิ่งเคยตกหลุมรักครั้งแรก

ไม่ว่าจะเป็นความรักข้ามภาษาของหนุ่มนักเขียนกับสาวโปรตุกีสที่ทำให้คนดูต้องเอาใจช่วยลุ้นจนตัวโก่ง

ไม่ว่าจะเป็นความรักของนายกรัฐมนตรีหนุ่มจอมเฟอะฟะกับสาวแม่บ้านประจำทำเนียบ

ไม่ว่าจะเป็นความรักและมิตรภาพแน่นแฟ้นยาวนานของนักร้องเพลงร็อคตกอับสุดปากหมากับผู้จัดการของเขา

ไม่ว่าจะเป็นความรักของหนุ่มอังกฤษจอมลามกที่เชื่อว่าตัวเองย้ายไปอเมริกาแล้วจะได้ฟันสาว

ไม่ว่าจะเป็นความรักของสาวออฟฟิศที่เลือกพี่ชายออทิสติกแทนหนุ่มหล่อที่เธอแอบปิ๊งมานาน

ไม่ว่าจะเป็นความรักของหนุ่มรักคุดที่แอบรักแฟนเพื่อนและทำได้เพียงไปยืนเปิดป้ายบอกรักเธอในวันคริสต์มาส

ไม่ว่าจะเป็นความรักของคู่รักวัยกลางคนที่ฝ่ายหญิงพบว่าฝ่ายชายปันใจให้คนอื่น เพลง Both Sides Now ของ Joni Mitchell ที่เปิดขึ้นมาในช่วงนี้อาจทำให้หลายคนน้ำตาร่วงได้ง่ายๆ 

จนคนดูอดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์ของตัวเองเข้ากับเรื่องราวในหนัง และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหนังรักเรื่องนี้ถึงประทับอยู่ในใจใครต่อใคร   

ส่วน Across The Universe คือหนังรักสัญชาติอเมริกันวิช่วลจัดจ้านที่มีฉากหลังเป็นสงครามเวียดนาม, ยุคบุปผาชนและเพลงของสี่หนุ่มจากลิเวอร์พูลผู้ซึ่งกลายเป็นตำนานตลอดกาล ผู้กำกับหญิงจูลี่ เทย์มอร์ได้รับแรงบันดาลใจในการทำหนังเรื่องนี้มาจากบทเพลงของ The Beatles ผู้เป็นดังไอคอนหนึ่งของยุคซิกส์ตี้ส์ร่วมกับ Bob Dylan และ The Rolling Stones

 

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าพัฒนาการของตัวละครในเรื่องอย่างจู๊ดและลูซี่ก็เป็นไปตามพัฒนาการของบทเพลงในยุคต่างๆของสี่เต่าทอง เห็นได้ชัดเจนจากลำดับการเลือกเพลงมาใช้ในเรื่อง หนังเปิดเรื่องด้วยเพลงรักหวานใสอย่าง Hold Me Tight, All My Loving, I Want To Hold Your Hand ซึ่งก็คือเพลงรักเนื้อหากุ๊กกิ๊กดนตรีฟังง่ายสบายหูสบายใจในช่วงอัลบั้มแรกๆของ The Beatles นั่นเอง ก่อนที่ตัวละครทั้งคู่จะเหยียบย่างเข้าสู่การ Coming of Age พบเจอการสูญเสียการจากพรากและความปวดร้าวในเพลง Let It Be  

 

และก้าวต่อไปของทั้งคู่ก็คืออุดมคติในชีวิตแบบ Beatnik และ Hippies หันหลังให้การศึกษา ต่อต้านชีวิตในระบบของผู้ใหญ่ ประท้วงสงครามเวียดนาม และเริ่มใช้ยาเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของคนหนุ่มสาวแห่งยุคซิกส์ตี้ส์ผู้ถือเสรีในการดำรงชีวิต  

อย่างเช่นที่เคยกล่าวว่าพัฒนาการของตัวละครนั้นควบคู่ไปกับพัฒนาการของเพลงประกอบ บทเพลงที่ใช้ในช่วงนี้จึงกลายเป็นบทเพลงไซเคเดลิก (Psychedelic) อย่างเพลง A Day in the Life, I Am the Walrus, Lucy in the Sky with Diamond ซึ่งเชื่อกันว่าซาวด์หลอนๆล่องลอย, เนื้อหาเพลงที่ดูมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าต้องการจะสื่อสารอะไร, แสงสีจัดจ้าแสบตาที่เป็นภาพแทนของดนตรีแนวนี้คือการสะท้อนช่วงเวลาที่ล่องลอยอยู่ในฤทธิ์ของยาเสพติดอย่างกัญชาและ LSD (มีเรื่องเล่าอยู่ว่าเพลง Lucy in the Sky with Diamond คือตัวย่อของคำว่า LSD ซึ่งเรื่องนี้จอห์น เลนน่อนปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ว่าเขาเพียงเห็นจู๊ด ลูกชายวาดรูปจึงนำมาแต่งเป็นเพลง)

 

 

ตัวละครทั้งคู่เข้าสู่จุดขัดแย้ง เมื่อลูซี่เข้าร่วมขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนามหัวรุนแรง การเรียกร้องสันติภาพเสรีภาพโดยคนหนุ่มสาวนี้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจอย่างยิ่งในช่วงยุคซิกส์ตี้ส์ต่อยุคเซเว่นตี้ส์ เพราะเป็นความเคลื่อนไหวทางสังคมของคนหนุ่มสาวที่เกิดขึ้นคล้ายกันในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยในกรณี 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ด้วย

 

เช่นกัน บทเพลงของ The Beatles ในช่วงเวลานั้นก็เป็นรอยต่อระหว่างท่วงทำนองแบบไซเคเดลิกกับดนตรีเพรียกหาสันติภาพอย่าง While My Guitar Gently Weeps, Revolution, Happiness is A Warm Gun ไปจนถึง Across the Universe ซึ่งดนตรีเรียกร้องสันติภาพแบบนี้ได้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าอย่างถาวรของจอห์น เลนน่อน แม้กระทั่งในช่วงที่ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง

 

 

จู๊ดและลูซี่แยกจากกันไป และเมื่อทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง บทเพลงนี้ก็ดังขึ้นในฉากจบของเรื่อง เป็นคล้ายข้อสรุปของทั้งโลกและชีวิต

 

All you need is love, Love is all you need

 

 

edit @ 7 Mar 2008 02:42:53 by IwalkTheLine

2008/Mar/07

เฮ้ย สปอยล์นะจ๊ะ แต่หนังมันก็ไม่ได้ซ่อนเงื่อนอะไรขนาดนั้น น่าจะอ่านได้นะ

กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคงเดช จาตุรันต์รัศมีไปแบบงงๆ ตามดูหนังทุกเรื่อง(ในโรง)ทั้งในฐานะผู้กำกับและคนเขียนบท ตามฟังเพลงสี่เต่าเธอทุกอัลบั้ม ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแฟนคลับ แต่ทำไมอยู่ดีๆถึงเป็นก็ไม่รู้

กอดคือภาพยนตร์ลำดับที่สามของคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ทำเป็นแต่หนังแอ๊บแบ๊วเหมือนผู้กำกับบางกลุ่ม (เอ๊ะ กูไปยุ่งอะไรกะเค้าอ้ะ) หนังของคงเดชสองเรื่องที่ผ่านมาว่าด้วยการก้าวข้ามผ่านวัยทั้งสิ้น เรื่องแรก สยิว ว่าด้วยความพยายามของทอมสาวที่จะเขียนเรื่องโป๊ให้ดีกว่าหนุ่มพลังม้า คู่แข่งตัวฉกาจ เรื่องที่สอง เฉิ่ม ว่าด้วยความรักสีหม่นของคนขับแท็กซี่กะดึกและหมอนวดสาว หนังสองเรื่องนั้นไม่ได้ลงตัวสมบูรณ์แบบ แต่มันได้ทำหน้าที่บันทึกภาพสังคมไทยร่วมสมัยไว้อย่างน่าสนใจ

สยิวบันทึกภาพการก้าวข้ามผ่านวัยของสังคมไทยในช่วงก่อนพฤษภาทมิฬที่ผู้คนเลือกใช้สื่อประเภทน้ำเน่า เช่นละครหลังข่าว หนังสือโป๊ และเพลงแดนซ์ยุคสิงสาราสัตว์ (แมงมุม, มนุษย์ค้างคาว, เสือฯลฯ) ในการหลบหนีโลกแห่งความเป็นจริงและการเมืองที่พายเรือวนอยู่ในอ่างกับการรัฐประหารของรสช.ส่วนเฉิ่มบันทึกภาพสังคมไทยช่วงหลังฟองสบู่แตก ทุกคนหล่นจากภาพลวงตาลงมาอยู่กับความเป็นจริงที่ขมขื่น แรงงานไร้ฝีมือเพศชายกลายเป็นคนขับแท็กซี่ เพศหญิงกลายเป็นคนขายบริการ คงเดชยังคงสร้างโลกเฉพาะขึ้นมาในหนังของเขา แต่คราวนี้เป็นโลกฝันที่หยุดเวลาไว้ในห้วงอดีต เป็นโลกของคนขับแท็กซี่ชื่อ สมบัติ ดีพร้อมที่มีสุนทราภรณ์คอยปลอบประโลม

มาคราวนี้ในกอดคงเดชพยายามบันทึกภาพของความลักลั่นและความพยายามจะอยู่ร่วมกันของสังคมไทยในยุค Post-Coup d’etat ซึ่งเต็มไปด้วยความเห็นแย้งแตกต่างอย่างแหลมคมที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญมาก่อน

กอด ว่าด้วยเรื่องของผู้คนเว้าแหว่งขาดวิ่นอย่างขวานชายสามแขนและนาหญิงนมโต ผู้พยายามค้นหาพื้นที่ซึ่งชีวิตของตนจะมีความหมายและได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผ่านการเล่าในรูปแบบของหนัง Road Movie การเดินทางไปตัดแขนกับการเดินทางไปหาคนรักมาพบกันในฐานะการค้นหาตัวตนของคนบกพร่อง ระหว่างทางทั้งสองพบผ่านเหตุการณ์สารพัดที่ยิ่งตอกย้ำความเป็นคนทั้งคู่ในสถานะของความแปลกแยก (Alienation) คล้ายพัฒนาการของสังคมไทยในยุคโลกาภิวัตน์/หลังรัฐประหารที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งหลายรูปแบบที่จัดหมวดหมู่ยากและมีความลักลั่นมากขึ้นทุกที การค้นหาพื้นที่ที่ทุกชีวิตทุกความเห็นจะมีความหมายและอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสมเป็นบทเรียนต่อไปที่สังคมไทยจำต้องเรียนรู้ในความเปลี่ยนแปลงนี้  

"กอด"เป็นมากกว่าหนังรักโรแมนติกของชายหนุ่มหญิงสาว เป็นเช่นหนังสองเรื่องที่ผ่านมาของคงเดช เป็นการสะท้อนภาพสังคมไทยในสายตาคนทำหนัง เป็นความพยายามของชนชั้นล่างที่จะค้นหาพื้นที่ที่ตัวตนของมนุษย์คนหนึ่งจะมีความหมายและได้รับการยอมรับในฐานะของคนที่เท่าเทียมกัน 

กอดเป็นหนังการเมืองในทัศนคติของข้าพเจ้า กอดสามารถสะท้อนวุฒิภาวะระดับต่ำในการจัดการความแตกต่างของสังคมไทย ที่ใช้วิธีจัดหมวดหมู่ แยกประเภท และตีตราไม่ให้เข้าพวก การเดินทางของคนตัวเล็กๆสองคนที่ถูกนิยามว่าประหลาด คือการดิ้นรนเพื่อพื้นที่ในสังคมของคนยากคนจน คนธรรมดาที่ไม่มีราคาหรือต้นทุนทางสังคมเป็นพิเศษ แต่ต้องการยืนยันในความมีตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง   

 

 

สังคมไทยในยุคกระแสโลกาภิวัตน์/หลังรัฐประหารต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการที่มีความซับซ้อนย้อนแย้ง ที่ปรากฏในหนังคือประเด็นแรงงานต่างด้าว การโยกย้ายของแรงงานในฐานะปัจจัยการผลิต (ต้องทำความเข้าใจก่อนว่านี่คือการพูดตามหลักการของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก) เป็นเรื่องปกติคล้ายการโยกย้ายทุนในโลกไร้พรมแดน แต่สังคมไทยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในข้อนี้ได้ไม่ดีนัก แทนที่จะยอมรับความเป็นไปแท้จริงว่าการแข่งขันในปัจจุบันต้องการแรงงานราคาถูกไร้ฝีมือมาเกื้อหนุนการผลิต กลับใช้วิธีปากว่าตาขยิบ ไม่ยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในระบบเศรษฐกิจไทย ต้องการใช้แรงงานในฐานะปัจจัยการผลิต แต่ไม่ยอมรับแรงงานข้ามชาติในฐานะความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวราวกับพวกเขามาจากต่างดาว ใช้การแบ่งแยกตีตรา (Alienate) -แบบเดียวกับที่ขวานและนาถูกตีตราว่าเป็นไอ้สามแขนและอีนมโต- เป็นที่มาของการขุดผีกระแสคลั่งชาติล้าหลังประเภทพม่ายึดมหาชัย นี่คือความลักลั่นในปัญหาแรงงานข้ามชาติที่จะสามารถแก้ไขได้ถ้ารัฐไทยและคนไทยมีความซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

 

อีกประเด็นที่แหลมคมและชัดเจนอย่างยิ่งในหนังของคงเดชเรื่องนี้คือ การดิ้นรนค้นหาพื้นที่ของคนตัวเล็กๆ/คนประหลาดที่ต้องการยืนยันความมีตัวตนของตัวเอง สังคมไทยในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยาต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่แหลมคมชนิดที่สังคมไทยไม่เคยเผชิญมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งออกเป็นสองฝักสามฝ่ายอย่างชัดเจน ทั้งพวกรักทักษิณ พวกเกลียดทักษิณจนสามารถยอมรับรัฐประหาร หรือพวกสองไม่เอา ไม่เอาทักษิณและไม่เอารัฐประหาร แต่หากเราก้าวผ่านมันไปได้ มันจะเป็นการเติบโตทางวุฒิภาวะครั้งใหญ่ของเรา เหมือนในหนังเรื่องกอด คนชายขอบ/คนประหลาด/คนชั้นล่างถูกกันออกจากการมีส่วนร่วมในสังคม เสียงของพวกเขาไม่มีใครได้ยิน ต้องดิ้นรนกันไปตามลำพังเพื่อมีชีวิตอยู่และได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เหมือนที่เสียงของคนจนในชนบทถูกคนชั้นกลางในกรุงเทพฯประณามว่าเป็นเสียงของคนโง่ โดนทักษิณหลอก ซื้อได้ด้วยเงิน เปรียบเปรยกับตัวละครในหนัง หากตัวละครอย่างขวานและนามีคนยอมรับในความเกินของเขา มองทั้งสองคนในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่มองแค่แขนหรือนม ไม่ตีตราทั้งสองว่าเป็นไอ้/อีตัวประหลาด ทั้งสองคงไม่ต้องออกเดินทางตามหาส่วนเว้าแหว่งบกพร่องในจิตใจเพื่อจะมาชดเชยในความประหลาดที่เกินออกมา สุดท้ายแล้วแม้ทั้งคู่จะกลายเป็นคนแพ้ ขวานต้องยอมตัดส่วนเกินออก ส่วนนาก็ต้องซัดเซพเนจรกลับบ้านอย่างหมดรูป แต่ผู้กำกับยังปรานีคนดูด้วยการให้คนเกินๆทั้งสองได้รักกัน ทำให้รู้สึกว่าชีวิตยังพอมีหวังอยู่บ้าง     

กอดเป็นการตามหาเพื่อก้าวข้ามผ่านวัย ตัวละครทั้งสองเป็นดักแด้ที่หลุดออกจากเปลือก กระพือปีกกลายเป็นผีเสื้อ ขวานและนาตามหาพื้นที่หรือซอกมุมที่จะได้ยืนหยัดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ขวานและนาไม่พบพื้นที่ที่ว่าในสังคม แต่ได้พบมันในหัวใจของมนุษย์อีกคนหนึ่ง และนี่คงเป็นความงามบางประการของการมีชีวิตอยู่ 

ป.ล.๑ เอาเพลงประกอบไปฟัง เพราะมาก "จับมือฉัน" อภินันทนาการจากพี่แป๊ด 

 

ป.ล.๒ ช่วยกันไปดูหน่อยดิ ได้ข่าวว่าได้แค่สี่ล้านเอง โห สงสารคงเดชว่ะ หนังอาจจะช้าๆหน่อย แต่ลองเปิดใจรับ message ที่ผกก.ต้องการสื่อสาร แล้วมาช่วยกันตีความหน่อย มาแลกเปลี่ยนกัน  

edit @ 7 Mar 2008 02:33:31 by IwalkTheLine